24 February 2011

Sister Bliss : The Music is my Radar

“ฉันเคยได้ยินมาว่าสิ่งเหล่านี้คือ Universe of Consciously (จักรวาลแห่งสามัญสำนึก) อย่างเช่นในคลับ หรือในคอนเสิรท์เพลงร็อค มันก็มีดนตรีที่สื่อได้กับทุกๆ คน”

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ผมกับกลุ่มเพื่อนๆ รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าจะเกิดงาน ’Bacardi B-Live Culture One 2009’ ขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไรล่ะ เพราะนี่อาจเป็นอีกสัญญาณสำคัญอีกสัญญาณหนึ่งที่ช่วยบอกอะไรกับเราว่า ต่อจากนี้ไป เราไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเครื่องบินสูงลิบเพื่อไปนั่งฟังดนตรีและศิลปินดีๆ ในอีกฝากหนึ่งของโลก เพราะเพียงแค่ขับรถเลยจากชีวิตประจำวันไปไกลกว่าเดิมอีกนิดเดียว ดนตรีดีๆ ก็ยืนอ้าแขน รอมอบกอดอุ่นๆ ให้เราอยู่แล้ว




และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาตื่นเต้นของเราอีกเช่นกัน เพราะเราได้มีโอกาสนัดพบพูดคุยกับ ’Sister Bliss’ หรือ Ayalah Bentovim ศิลปิน, ดีเจสาวสัญชาติอังกฤษ-อิสราเอลหนึ่งในสมาชิกของวงดนตรีชื่อดังที่มีคนโปรดปรานไปทั่วโลกอย่าง Faithless
เรามีนัดให้พบกันในช่วงบ่ายของวันที่เธอจะขึ้นเล่นสดในตอนกลางคืน เราตั้งใจจะถามคำถามมากมายกับเธอ มีอะไรที่ติดใจสงสัยเกี่ยวกับตัวเธอและดนตรีประเภทนี้อีกมากในหัวสมอง จนเมื่อเวลานัดมาถึง ภาพความวุ่นวายก็ก่อตัวขึ้นที่นั่นจนเราแทบจะหลงลืมคำถามไปจนหมดสิ้น มีนักข่าวจากทั้งสื่อเพลงและสื่ออื่นๆ มากมาย รอคิวสัมภาษณ์เธอจนเหลือเวลาให้เราเพียงน้อยนิดจนน่าตื่นเต้น (อีกครั้ง) นี่เราลืมอะไรไปหรือเปล่า? ก็เธอคนที่เรากำลังจะพูดคุยด้วยในครั้งนี้ คือศิลปินชื่อดังที่เคยได้ยืนบนเวทีคอนเสิร์ทระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว!

ทำไมต้องเป็น Sister Bliss
ดีเจทุกคน ตั้งแต่ฉันจำความได้ต้องมีฉายาสำหรับการเล่นสดบนเวที มีจำนวนน้อยมากที่ใช้ชื่อจริงของตัวเอง สำหรับชื่อของฉัน ฉันต้องการที่จะแยกระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความเป็นสาธารณะออกจากกัน และ Sister Bliss ก็เป็นชื่อหนึ่งที่ฉันสนใจ และยังสามารถได้ยินได้ภายในคลับที่มีระบบเสียงทรงพลังดังรบกวนอยู่ ไม่เหมือนชื่อจริง! (หัวเราะ)

นอกจากอุปกรณ์ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แล้ว คุณเล่นเครื่องดนตรีอื่นอีกบ้างไหม?
คีย์บอร์ด เพราะเราสามารถได้เสียงทุกเสียงที่ต้องการได้อยู่แล้วจากเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ตั้งแต่เสียงออเครสต้ายันเสียงกลอง และฉันก็เป็นวงดนตรีที่มีฉันเพียงคนเดียว! จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ จริงไหม? ดังนั้นคีย์บอร์ดจึงเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสามารถเพียงพอให้กับดนตรีของฉัน

งานดนตรีของคุณมักเกิดขึ้นใน Studio เหรอ? ถ้านั่นไม่ใช่ที่ทำงานเดียวของคุณ? ไอเดียและท่วงทำนองจะเกิดขึ้นในเวลาและสถานที่ใดบ้าง?
จริงๆ แล้วก็ไม่เสมอไป ฉันได้ไอเดียตลอดเวลาที่บ้าน เวลาที่ฉันทำนู้นทำนี่ บางทีฉันจะชอบคิดตอนกลางคืนเวลาที่อยู่คนเดียวก่อนเข้านอนหรือไม่ก็ตอนตื่นนอนตอนเช้า แต่ก็นะ ตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว เวลาในการทำดนตรีที่ดีที่สุดมันก็คงหนีไม่พ้นในสตูดิโอ เพราะฉันจะได้มีสมาธิและทุ่มเทได้มากกว่า



อะไรเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับการผลิตผลงาน?
อะไรก็ได้ การมีชีวิต ผู้คน บทสนทนามั้ง (หัวเราะ) ฉันชอบดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และดนตรีแดนซ์ เพราะฉะนั้นฉันก็เลยฟังดนตรีประเภทนี้เยอะ ฟังใครก็ได้ที่ทำดนตรีออกมาดีๆ เพราะว่าดนตรีแบบนี้สามารถเป็นได้ทั้งแบบอินดี้ แบบทั้งป๊อป หรือแบบฮิปฮอป ฉันฟังเพลงเยอะ และนั่นแหล่ะก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของฉัน อีกแรงบันดาลใจหนึ่งก็คงจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ว่าเราสามารถนำความสามารถของสิ่งเหล่านั้นมาทำอะไรได้บ้างกับดนตรีของเรา (หัวเราะ) มันน่าอัศจรรย์นะ

เสน่ห์ของ Synthesizer อยู่ตรงไหน?
สำหรับฉัน มันคือเครื่องดนตรีแห่งอนาคต เหมือน The Beatle ที่เขาก็ได้ลองทำดนตรีมาทุกแนว แต่แนวที่เขาไม่ได้ลองอาจจะเป็นแนวเทคโนและอิเล็กทรอนิกส์ (หัวเราะ) ดังนั้นคนที่เป็นแฟนของเสียงกีตาร์ หรือเป็นคนเล่นกีตาร์ พวกเขาก็ต้องฟัง The Beatle หรือ The Rolling Stones แค่นั้นก็ได้ ใช่ไหม? แต่สำหรับดนตรีเทคโนแล้ว มันยังคงต้องมีการค้นหาเสียงและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา สำหรับกีตาร์เนี่ย เครื่องดนตรีชนิดนี้มันมีมานานๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (เน้นเสียงยาว) มากแล้ว ใครๆ ก็เคยได้ยิน แต่สำหรับ Synthesizer แต่ละปีเขาก็จะมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้มีคุณสมบัติที่ใหม่และดีขึ้น มีการพัฒนาอุปกรณ์สร้างเสียงรุ่นใหม่ๆ ออกมาทุกปี แน่นอนว่าเราก็จะได้ยินเสียงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี Synthesizer มันเลยไม่ตาย นี่แหล่ะคือสิ่งที่ฉันชอบ

การ Mix เพลงช่างดูอิสระดีจัง คุณมีวิธีการที่เป็นแบบแผนในการ Mix ขณะแสดงสดบ้างไหม? มีอะไรอยู่ในหัวคุณขณะนั้น?
ฉันก็แค่พยายามหาเมโลดี้ของประเภทดนตรีที่ฉันรัก แล้วก็พยายามนำมันมารวมๆ กัน เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบเล่นดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่ง มีดีเจหลายคนที่ชอบแบบไหนก็จะเล่นอยู่แบบเดียว เช่นบางคนเล่นแนวเทคโน อิเล็กโทรเฮาส์ หรือฟังก์กี้เฮาส์เท่านั้น สำหรับฉันแล้ว ฉันพยายามจะมิกส์ทุกอย่างออกมา เพราะมันให้อะไรที่มากกว่าสำหรับคนฟัง (หัวเราะ) แน่ละว่ามันง่ายกว่าถ้าจะเล่นแค่ดนตรีประเภทใดประเภทเดียว แต่มันก็เป็น Tempo เหมือนๆ กัน Style เหมือนๆ กัน แต่สำหรับฉันแล้วฉันชอบดนตรีหลายประเภท ครั้งแรกที่ฉันได้ยินดนตรีแบบเฮาส์ นั่นแหล่ะก็เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าคนเอาดนตรีหลายประเภทมารวมกัน และนั่นก็เป็นกรมิกส์ดนตรีประเภทหนึ่งที่ฉันอยากจะนำเสนอให้แก่คนฟัง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่ามีอะไรอยู่ในจิตใจของฉัน ซึ่งนั่นก็คือการที่ฉันชอบดนตรีตั้งแต่ปี 1989 มาจนถึงการมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง

แต่งานดนตรีแบบนี้ เริ่มกลายมาเป็นเพลงบรรเลงสำหรับงานปาร์ตี้มากขึ้น เหมือนเป็นเพลงที่เปิดผ่านหูให้ผู้คนเต้นไปเมาไป มันดูตื้นเขินน่ะ?
ฉันคิดว่ามันไม่ค่อยจริงเท่าไรนะ เพราะว่าสำหรับฉันแล้ว เวลาฉันได้ฟังเพลงเฮาส์มันได้อารมณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้มากมาย ยิ่งถ้ามีการใส่เนื้อร้องเข้าไปด้วยแบบเพลงแร๊พน่ะ ใช่ไหม? คุณจะยิ่งได้อารมณ์เพิ่มขึ้นอีกมากเลย จริงๆ แล้วคนที่กำลัง เฮ้ย! ยกมือขึ้นหน่อยสิ! มาปาร์ตี้กันหน่อย! สิ่งเหล่านั้นบอกอะไรแก่เราผ่านดนตรีแดนซ์เหมือนกันนะ คนที่ได้มาเจอกันในงานปาร์ตี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เมื่อเขาได้มาเจอกัน ได้มาคุยกัน นั่นแหล่ะ! คือการได้สื่อสารกัน ได้รู้จักกัน ได้มาอยู่รวมในสังคมเดียวกัน ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ก็ดนตรีแนวนี้นี่แหล่ะที่เป็นสื่อกลางระหว่างสิ่งเหล่านี้ จริงไหม? และฉันเชื่อว่าดนตรีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ในอีกหลายๆ เหตุการณ์ เป็นการแสดงออกถึงอิสรภาพซึ่งจะสามารถได้จากแค่เพลงแดนซ์เพลงเดียว ฉันเคยได้ยินมาว่าสิ่งเหล่านี้คือ Universe of Consciously (จักรวาลแห่งสามัญสำนึก) อย่างเช่นในคลับ หรือในคอนเสิรท์เพลงร็อค มันก็มีดนตรีที่สื่อได้กับทุกๆ คน มันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพราะมีบางคนที่เขารู้สึกโดดเดี่ยวมาก แต่เมื่อเขาได้มาได้ยินดนตรีที่เขาชอบ หรือได้ยินเพลงแดนซ์มิวสิค เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวน้อยลง ผู้คนสื่อได้ถึงข้อความที่ซ่อนอยู่ในเพลง และฉันก็ไม่เห็นว่าดนตรีแดนซ์ไม่ได้มีข้อความที่จะสื่อถึงคนตรงไหน ข้อความของเราอาจจะเป็น... ความรัก! (หัวเราะ) มันเป็นไปได้ไหม? คำตอบคือ ได้สิ! และฉันก็หวังว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น ขอโทษนะถ้ามันเป็นคำตอบที่ยาวไปหน่อย (หัวเราะ)

ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว คุณคิดว่าอนาคตของดนตรีจะอยู่ที่จุดไหน Sound Programming จะกลายมาเป็นวิธีการหลักของดนตรีในยุคสมัยใหม่เลยหรือเปล่า?
ในอนาคตนี้ฉันไม่รู้นะว่าเขาจะทำอะไรกันต่อไป สำหรับฉันแล้ว ดนตรีแดนซ์กับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ คืออนาคต เพราะว่าดนตรีประเภทนี้ยังคงต้องมองหาเทคนิคใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าเป็นเทคโนโลยีเดิมที่มีแค่เพียง กลอง กีตาร์ และเบส สำหรับอนาคตแล้ว เอ่อ... ไม่รู้สิ! ฉันคงบอกอะไรมากไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือดนตรีคงจะเข้าไปถึงคนฟังได้มากขึ้นแน่ๆ อย่างงาน Bacardi B-Live Culture One เนี่ย ก็เป็นรสชาติของอนาคตแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นแสง สี เสียง วิชวลไลเซอร์ มีดีเจพิเศษๆ มากมายจากทั่วโลก มีความรู้สึกดีๆ ของคนฟัง และมีเสียงดนตรีที่รวมกันป็นหนึ่งเดียว ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นขุมพลังของดนตรีในอนาคตก็ได้ แต่มันก็แค่ความคิดของฉันคนเดียวเท่านั้นล่ะนะ (หัวเราะ) แต่ฉันว่าอีกหน่อยคุณไม่จำเป็นต้องไปคลับอีกแล้ว คุณสามารถเปิดวิชวล ฟังเพลง แล้วก็เต้นอยู่ในบ้านของคุณเอง พาเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ (หัวเราะ) แต่ฉันคงไม่สรุปอะไร เพราะใครจะไปรู้ล่ะว่า ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นยังไงในอนาคต

ค้นหาและรู้จักเธอในภาคดนตรีเพิ่มได้ที่ www.myspace.com/faithlessmusic
ภาพ: Tossapon Boonyatanapitak
ขอขอบคุณ : โรงแรม Pullman Bangkok King Power เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Crush Magazine มีนาคม 2552 คอลัมน์ Crush on her

16 February 2011

Supakitch & Koralie


เมืองนอกเขาใช้สี ไอเดีย กับเครื่องมือเก่งกันจริงๆ เมืองไทยก็มีคนเก่งๆ อย่างนี้เยอะครับ แต่หาที่ลงยากนอกจากได้ลงนิตยสารติสต์แตกขายยากๆ ไม่กี่เล่มแล้ว แค่ดื่มเหล้าคืนเดียวก็ไม่รู้จะกินอะไรแล้วพรุ่งนี้...



17 June 2009

-: กรณีหัวเอ็ม และการเฝ้าดูอารมณ์เพื่อน :-

“หลายชื่อในนั้นล้วนทำให้ผมดราม่าน้ำตาไหล หลายชื่อชวนติดตามแบบแม่บ้านติดลีซานอย่างไงอย่างงั้น และหลายชื่อดูกวนตา กวนใจ กวนความรู้สึกเป็นที่สุด”


ช่วงนี้ผมกำลังเริ่มดำเนินธุรกิจของตัวเองในขณะที่ยังไม่มีสถานที่ตั้งออฟฟิตเป็นหลักเป็นแหล่ง ผลที่ตามมาก็คือ การติดต่อสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์ที่ลากให้ผมและสมาชิกในทีมมานั่งอยู่ใกล้กันเหมือนตูดชนตูด พูดคุยกันรู้เรื่องและเข้าใจผ่านตัวอักษรและสายไฟที่ยาวไกลนับกิโล

MSN นั่นเองคือตัวช่วยแรกๆ ของผมและกลุ่มเพื่อนๆ ที่ทำโปรเจค 1,000 ล้านนี้ด้วยกัน (ขอโทษนะ ผมขี้โม้!) และด้วยการที่ต้องออนไลน์เป็นประจำ ทำให้มีเพื่อนหลายคนทักทายกับผมมาในโปรแกรมช่างคุยนี้ และพยายามตั้งคำถามว่าผมเป็นอะไรจึงได้ตั้งชื่อเอ็มได้หม่นเศร้าเทาดำหรือไม่ก็ยาวยืดช่างฝันได้ทุกวี่ทุกวัน แรกๆ ยอมรับครับ ว่าไม่ทันได้สังเกตตัวเองเท่าไรนัก แต่พอมีคนถามมาหลายคนเข้า ไอ้เราก็เลยไล่ตามเก็บชื่อหัวเอ็มของตัวเองในบันทึกการสนทนามาลองวิเคราะห์ดู เออ! จริงด้วยว่ะ!

- ถ้าเกิดว่าเราไม่เคยรู้จักกัน แล้วเพียงบังเอิญเดินสวนกันในเช้าวันนี้ เราจะยังส่งยิ้มให้กันไหม?
- ธรรมชาติสร้างมนุษย์ มนุษย์เอ่ยคำขอบคุณ แล้วทำลายธรรมชาติ
- ป : บางครั้งเพลงประกอบชีวิตก็ดังขึ้นในฉากของโลกความจริง
- เราวิ่งเล่นกันอย่างนี้ตั้งแต่ดอกเดซี่ยังไม่ร่วง
- ผลสำรวจบอกเราว่า ณ พงศ์ อ่านหนังสือวันละ 8 บรรทัด
- รู้สึกเหมือนโลกไม่ได้หมุนอยู่...
- ถึงไม่มีผม ไม่มีเฟืองตัวนี้ เครื่องจักรเศรษฐกิจโลกคงไม่ถึงคราวล่มสลาย...
- รุ่งอรุณของวันที่โลกเต็มดวง
- ป : ต้นไม้ตั้งเหงาอยู่ใต้เงาตึก
- ณ พงศ์ : ผมมองเข้าไปในความฝัน... ที่นั่นไม่มีใครอยู่ หรืออาจจะมีคนอื่นอยู่บ้าง แต่ไม่มีผมอยู่ในนั้น...
- ณ พงศ์ : ท้องฟ้าจะรู้บ้างไหม ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่...
- ณ พงศ์ : อยากถอนหายใจอย่างนี้สักร้อยปีร้อยชาติ
- ป : ดวงดาวคงไม่จดจำว่าเคยมีคนๆ หนึ่งเฝ้ามอง สำหรับดวงดาวแล้ว เราอาจไม่มีชื่อ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน...
- ระบายลมหายใจอีกห้วงทิ้งไปกับสายลมหนาว

อืม........ สงสัยผมกำลังอาศัยอยู่ใต้เมฆฝนครึ้มๆ แบบเดินไปไหน เมฆไปตาม เหมือนในนิทานบางเรื่อง! หรือยังไง?

เมื่อรับรู้เรื่องราวของตัวเอง ผมก็เลยเถิดไปนั่งสังเกตชื่อหัวเอ็มของเพื่อนในลิสต์หลายๆ คน โดยเฉพาะที่มันเด้งดึ๋งขึ้นมาที่มุมขวาล่างของหน้าจอ หลายชื่อในนั้น ล้วนทำให้ผมดราม่าน้ำตาไหล หลายชื่อชวนติดตามแบบแม่บ้านติดลีซานอย่างไงอย่างงั้น และหลายชื่อดูกวนตา กวนใจ กวนความรู้สึกเป็นที่สุด เช่น

- ไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น!
อืม... แล้วออนไลน์ทำไมครับพี่?

- Oat : ถึง net จะหลุด ก็ไม่หยุดรักเธอ
เอ่อ... พี่โอ้ตฮะ แนะนำให้ไปตัดสติกเกอร์แปะหลังรถบรรทุกฮะ ชอบจริงๆ

- Ying : อารมณ์เหมือนใบไม้ ไหวแต่น่ารัก
จินตนาการตามไม่ออกว่ะไอ้หญิง ตรงใบไม้ไหวอ่ะพอได้ แต่ตรงน่ารักเนี่ย บรื๋อ......

- อย่าทำเหมือนรัก ถ้าเธอไม่คิดจะรัก...
เศร้านะฮะน้อง

- คิดถึงแนนทุกลมหายใจน้า
ส่ง SMS กันเหรอฮะ?

- ไอ้พวกพูดมาก แม่งเอ้ย ไอ้...
เฮ้ย! เป็นไรป่ะฮะ พอดีผมมีธุระจะคุยกับคุณด้วยสิ แต่ไม่กล้าทักฮะ!

- L'amour est autour de moi. Qu'est ce-que l'amour? les fleurs? le soleil? ou le ciel?
แปลว่าไรฮะ ใครรู้ช่วยผมหน่อย

- ผมเป็นชายเจ้าชู้
รู้ฮะรู้

- ฉันเลย OK!
ผมก็โอเคกับพี่ด้วยฮะ

- อารมณ์เหมือนใบไม้ แต่ไม่ไหวแล้วว่ะกู!!
เอ่อ... คุ้นๆ นะฮะ ล้อเลียนหัวเอ็มใครอยู่ป่าวฮะ?

- อย่าลืมดื่มน้ำที่วางไว้
คือไรฮะ!!?

- คนดีไม่มีที่อยู่ Ver. จงชราอย่างกล้าหาญและขึ้นคานอย่างมีศักดิ์ศรี
สู้เขาพ่อ!

- ใจเหนียว
???????

- .
ใจเย็นๆ นะจ๊ะ

- Vision change the world!
อืม คมทีเดียว

- อยากกินอาหารญี่ปุ่น
น่าสนฮะ

- กูทำงานมาเหนื่อยยาก โดนภาษีสูบไปหมด สาดดดดดดดดเอ้ย
......

- อยากได้หน้ากากป้องกันหวัด 2010
อัพเดทนะฮะ เกินคนอื่นไปตั้งปี?

- สายไหม?
ไม่นะ!

- คนเดินถนน : รักแท้รักที่อะไร ตับไตไส้พุง หรือรักตรงที่เกี๊ยวกุ้ง ว่ามีหลายตัว
เพื่อนผมเป็นคนตลกดีจังฮะ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสร้างสรรค์บนหัวเอ็มของเพื่อนภายในลิสต์ ผมรู้ว่าคุณก็คงต้องเคยพบเหตุการณ์อะไรทำนองนี้มาบ้าง ใครมีอะไรแปลกๆ คอมเมนต์มาบอกผมด้วยนะครับ ผมกำลังสะสมอยู่!!

16 June 2009

-: The Triplettes of Belleville (2003) :-




The Triplettes of Belleville (2003)
บิ๊กตูบผจญภัยกับคุณนายไบซิเคิล

Directors : Sylvain Chomet

The Triplettes of Belleville พูดถึงชีวิตของหญิงชราชื่อมาดามซูซา และชามปิญองหลานชายตัวน้อยที่กำลังตกอยู่ในความซึมเศร้า วันหนึ่งหญิงชราตัดสินใจซื้อจักรยานให้เด็กน้อยเป็นของขวัญ โดยสองยายหลานเฝ้าฝึกฝนปั่นจักรยานกันทั้งคืนทั้งวันจนภายหลังชามปิยองได้กลายมาเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง ท่าทางขี้โรค แต่มีขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อบวมโต ชามปิญองเข้าแข่งขันในรายการจักรยานทางไกล ‘ตูร์ เดอ ฟรองซ์' (Tour de France) และเกิดเรื่องราวขึ้นมากมายในระหว่างนั้น แม้การ์ตูนเรื่องนี้จะมีบทพูดเพียงน้อยนิด และอาจอยู่ห่างไกลจากคำว่าน่ารักคิกขุ ที่น่าใช้เปิดให้ลูกๆ ดูแทนการเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน แต่ด้วยจินตนาการอันน่าพิศวง เพลงประกอบที่งดงาม คาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์ และสีสันนุ่มละมุนของภาพภายในเรื่อง กลับทำให้ The Triplettes of Belleville ดูคล้ายงานศิลปะที่ชวนให้ขนลุกเพราะสามารถมอบแรงบันดาลใจดีๆ ให้คนดูได้อย่างมหาศาล



-: Big Fish (2003) :-




Big Fish (2003)
จินตนาการรัก ลิขิตชีวิต

Directors : Tim Burton

เรื่องราวของคนธรรมดาบางคนอาจสามารถแต่งแต้มสีสันให้กลายเป็นเรื่องเล่าเหนือจินตนาการได้ เช่นเดียวกับเรื่องเล่าจากปากของเอ๊ดเวิร์ด บลูม ชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่เดินทางออกจากหมู่บ้านชนบทเพื่อไปค้นหาเรื่องราวใหม่ๆ ให้ชีวิตอันแสนน่าเบื่อของตน ระหว่างการใช้ชีวิต เขาได้พบกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อนตัวยักษ์ ปลาตัวใหญ่ เมืองที่เหมือนดั่งสรวงสวรรค์ การเข้าทำงานในคณะละครสัตว์ แฝดหญิงตัวติดกัน รวมถึงการสร้างทุ่งดอกไม้กว้างไกลให้หญิงคนรัก โดยบลูมล้วนแต่เล่าให้คนอื่นฟังราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเทพนิยายเพ้อฝัน และผู้ฟังก็ชื่นชอบเรื่องเล่าของเขาเสียด้วย เว้นแต่วิล บลูม ลูกชายเพียงคนเดียวของเอ๊ดเวิร์ดที่กลับหัวเราะเยาะและมองว่าพ่อเป็นคนน่าเบื่อหน่ายที่ชอบพูดแต่เรื่องไร้สาระ เขาไม่สามารถสนิทสนมและลองเรียนรู้ตัวตนจริงๆ ของพ่อบังเกิดเกล้าได้ เพียงเพราะกำแพงเตี้ยๆ ที่เรียกว่า ‘มุมในการมองโลก’ กำลังกั้นขวางคนทั้งคู่อยู่ หากจะมองกันดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโลกจริงในปัจจุบันไม่ใช่หรือ?



-: Tarnation (2003):-




Tarnation (2003)
ทาร์เนชั่น 218 ดอลล่าร์...ฝันไม่มีวันจบ

Directors : Jonathan Caouette

ไม่แปลกที่ใครๆ ก็พากันพูดว่าอเมริกันชาติช่างน่านับถือ เพราะแท้จริงแล้วเบื้องหลังผู้คนโก้หรู ตึกรามบ้านช่องยิ่งใหญ่ และภาพความสุขสมช่างฝันในภาพยนตร์ฮอลิวู๊ดทุนสร้างร้อยล้าน ไม่เคยพลิกให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมหลังบทภาพยนตร์เหล่านั้น ในขณะที่โจนาธาน คอเอตต์ ผู้กำกับและเจ้าของชีวิตจากเรื่อง Tarnation หนังสารคดีอินดี้เกย์เรื่องเยี่ยมอาจไม่เชื่อในภาพมายาสวยงาม จึงได้หยิบยกวัตถุดิบมากมายทั้งข้อความในมือถือ รูปถ่าย วิดีโอที่ถ่ายเล่น และหนังสั้นยุคแรกของเขามาผสมผสานเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองที่เป็นเกย์ ต้องหนีจากแรงกดดันจากตาและยาย แม่เป็นโรคป่วยทางจิต อีกทั้งเขายังได้สอดแทรกประเด็นที่เสียดสีความรุนแรงและเสื่อมโทรมในสังคมอเมริกันชนิดที่ใครๆ อาจนึกไม่ถึงไว้ หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมายจากเวทีประกวดทั่วโลก และช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่า ต้นทุนเพียง 218 ดอลล่าร์ก็ให้กำเนิดหนังสร้างสรรค์คุณภาพเช่นนี้ได้เหมือนกัน



15 June 2009

-: โปรดออกเสียงเป็นภาษาไทย :-

Drawing by Audrey Kawasaki
“สิ่งที่ตามมาจากการเร่งพัฒนาอารยธรรมของประเทศไทยให้เท่าทัน อาจทำให้วันนี้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่งมองดูโลกที่ผมไม่รู้จักพาผมหมุนไปตามวงจรที่ผมไม่รู้จัก ไม่ได้สนุกไปกว่าการนั่งม้าหมุน... อยากลงจากเครื่องเล่นแต่ก็รบกวนคนทั้งหมดแค่เพียงให้ม้าหมุนหยุดจอดปล่อยผมลง”


“If you talk to a man in a language he understands, that goes to his head. If you talk to him in his language, that goes to his heart.”
เนลสัน แมนเดลลา (เกิดเมื่อพ.ศ. 2461, ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของอัฟริกาใต้พ.ศ. 2537, ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพพ.ศ. 2536)

เวลาใกล้ห้าโมงเย็นแล้วขณะที่รอคอยให้หยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างทุกวัน ผมนั่งมองดูคนอื่นเดินพลุกพล่านและเคลื่อนไหวผ่านไปมา เมฆที่ลอยอยู่ข้างบนหม่นครึ้มจนคาดเดาสีได้ลำบากแต่ก็ดูตัดกับสีฟ้าสดของท้องฟ้ายามเย็นที่ยังคงสะท้อนกับแสงอาทิตย์ที่เหลือค้างอยู่ ความมืดมัวบนฉากแห่งความสดใสตัดขาดโลกของผมออกจากผู้อื่นชั่วขณะ ตอนนี้ความคิดในหัวกำลังวิ่งไปด้วยความเร็วพอๆ กับรถไฟฟ้าที่ผมโดยสารอยู่ และยังไม่มีท่าทีจะเข้าจอดเทียบสถานีไหน

ผมหันกลับเข้ามาดูในห้องโดยสารโอ่โถงแต่ผู้คนยืนเบียดกันอย่างคับแคบ ใกล้ชิดแทบหายใจรดต้นคอกันและกันแต่ปราศจากการปฏิสัมพันธ์ใดๆ คนเราพูดกันด้วยภาษาอะไร? หากเราไม่ได้เปล่งเสียงหรือส่งสัญญาณอะไรบางอย่างถึงกัน แต่ละคนยืนอยู่ในพื้นที่ส่วนรวมอย่างส่วนตัว เด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่หัวเราะรุ่มร่ามอยู่ข้างพี่ชายที่ยืนหลับ น้องสาวคุยโทรศัพท์มือถือยืนหันหลังเกือบชนกับพระสงฆ์ที่ก็กำลังพูดโทรศัพท์จนเหมือนทั้งสองคุยกันเอง ผู้หญิงสวมเสื้อสีเหลือง ที่ยืนประจันหน้ากับผู้ชายที่สวมเสื้อสีน้ำตาล ต่างฝ่ายต่างแปลกหน้าและพยายามหลบเลี่ยงสายตาที่จำเป็นต้องจ้องจับกัน เสียงพูดของคนนับร้อยบนรถไฟฟ้ากลับเหลือเพียงเสียงเดียว... เสียงของความเงียบงัน

ทำไมบางครั้งแม้คนที่พูดภาษาเดียวกันแท้ๆ กลับไม่เข้าใจกันและกัน...

ทุกคนรู้ดีว่าภาษาถือเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสารระหว่างคนสองคนขึ้นไป รู้ดียิ่งขึ้นไปอีกว่าประเทศไทยที่เราร่วมอยู่อาศัยหลับนอนนี้ มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติของตัวเอง และธรรมดาของวัฒนธรรม ส่วนของภาษาก็ไม่สามารถหนีพ้นจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับวันก็ยิ่งรวดเร็วขึ้นจนน่าใจหาย

เหตุผลสำคัญอาจเป็นเพราะการมองโลกด้วยสายตาของชาวตะวันตก จากโครงสร้างของภาษาที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็กลายไปเป็นการใช้รูปแบบสำนวนอย่างภาษาอังกฤษเข้ามาแทนที่ ถึงแม้จะเถียงได้ยากว่าโครงสร้างของภาษาอังกฤษนั้นแข็งแรงและสวยงามกว่าก็ตาม รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งให้สังคมไทยเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเร็วขึ้น เร็วจนทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนแผ่นดินต้องเร่งรีบตามไปด้วย ตื่นเร็ว ทำงานเร็ว ร่ำรวยเร็ว เจ็บป่วยเร็ว แก่เร็ว ตายเร็ว ก็เกิดเร็ว... ภาษาไทยจึงต้องเผชิญหน้ากับการกระทบกระทั่งของปัจจัยเหล่านี้อยู่ไม่วางวาย

สายตาของโลกซีกตะวันตกคือการมองทุกอย่างที่พัฒนาทางด้านอารยธรรมว่างดงาม และสบายตามากกว่าการพัฒนาด้านวัฒนธรรม รื้อชิ้นส่วนของสังคมออกเป็นชิ้นเล็กๆ ในระดับปัจเจก ขณะที่สายตาของโลกซีกตะวันออกถอยหลังออกมาแล้วมองโลกทั้งใบเป็นเพียงโลกทั้งใบ... หรือการมองโลกในระดับองค์รวม...

นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อคราวที่ชาติตะวันตกเรืองอำนาจขึ้นเหนือเขตแคว้นอื่นๆ ทั่วโลกเนื่องจากโลกแห่งเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะตอบคำถามให้กับมนุษย์ได้ละเอียดชัดแจ้งกว่าพระคัมภีร์ของศาสนาใดๆ กระแสอารยธรรมที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับวัตถุเปลี่ยนแปลงตำราเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย จนเกิดเป็นลัทธิทุนนิยมที่แพร่กระจายอยู่ในปัจจุบัน การใช้ชีวิตเพื่อตอบโจทย์เพียงแค่ว่าทำอย่างไรให้ได้กำไรมากที่สุด ในขณะที่ใช้ทุนน้อยที่สุด น่ากลัว แต่ก็ฝืนตัวไม่ถนัด...

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ผู้คนบนรถไฟฟ้ายังอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองเช่นเดิม...

จนเมื่อมหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) เป็นคนเอเชียร่วมสมัยคนแรกที่ชี้ให้เห็นอันตรายของอารยธรรมตะวันตก ไม่เพียงแต่โดยความคิดและคำพูดเท่านั้น ยังได้ประพฤติปฏิบัติหลักอหิงสธรรมและสัตยาเคราะห์จนสั่นสะเทือนไปทั่วชมพูทวีป และทั่วทั้งโลกจนเอินสท์ ชูมากเกอร์ (Ernst Friedrich Schumacher) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันมองเห็น และตระหนักถึงความสำคัญของอารยธรรมตะวันออก และเห็นว่าชาติตะวันตกสมควรต้องมาเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ก่อนที่จะนำพาโลกทั้งโลกไปสู่หายนะ

ในที่สุดอารยธรรมตะวันตกก็ฟาดงวงฟาดงาเข้ามาถึงประเทศไทย และเราก็ยินดีค้อมหัวยอมรับ สิ่งที่ตามมาจากการเร่งพัฒนาอารยธรรมของประเทศไทยให้เท่าทัน อาจทำให้วันนี้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่งมองดูโลกที่ผมไม่รู้จักพาผมหมุนไปตามวงจรที่ผมไม่รู้จัก ไม่ได้สนุกไปกว่าการนั่งม้าหมุน... อยากลงจากเครื่องเล่นแต่ก็รบกวนคนทั้งหมดแค่เพียงให้ม้าหมุนหยุดจอดปล่อยผมลง รถไฟฟ้าเข้าจอดเทียบสถานีปลายทางแล้ว ผมเหลียวไปมองดูผู้หญิงในเสื้อสีเหลืองอมยิ้มอ่อนโยนเมื่อผู้ชายในเสื้อสีน้ำตาลกล่าวคำขอโทษหลังจากถูกผู้ร่วมการเดินทางคนอื่นเบียดผลักทำให้ร่างกายของทั้งสองสัมผัสกัน “คนเยอะจังเลยนะครับวันนี้” ชายหนุ่มยิ้มเขินแล้วกล่าวกับหญิงแปลกหน้า

ผู้หญิงเสื้อเหลืองกางร่มสีน้ำตาลในมือขึ้นบังเม็ดฝน ผู้ชายเสื้อสีน้ำตาลกระชับร่มสีเหลืองไว้ในมือ ทั้งสองเดินลงจากสถานีแล้วพูดคุยกันตลอดทางอย่างออกรสจนทำให้ผมอดอมยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าทั้งสองจะใช้ภาษาอะไรคุยกัน ไม่ว่าภาษาไทยจะถูกแรงใดๆ โบยตีให้ชอกช้ำจนบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง ตามปรกติของภาษาที่ยังไม่ตาย ฝืนดึงรั้งไปก็เหนื่อย แต่จะปล่อยให้ถูกฉุดลากไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ที่สิ้นสุดก็อันตราย

โชคดีที่เรายังมีวันภาษาไทยแห่งชาติให้คิดถึงในวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี (หากใครหลายคนยังไม่รู้) อย่างน้อยในวันนี้ผมก็เห็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางม้าหมุนที่เหวี่ยงแรง แค่เพียงคนทั้งสองเริ่มต้นพูดคุยกัน...

หกโมงเย็นแล้วเสียงเพลงชาติจากร้านค้าใกล้ๆ ดังขึ้นทุกคนหยุดนิ่งยืนตรงเพื่อรำลึกถึงเอกลักษณ์ไทยที่น่าภูมิใจ จังหวะนั้นผมก้าวขึ้นรถเมล์ไปครึ่งตัวแล้วไม่สามารถหยุดทำความเคารพต่อสิ่งใดๆ ได้อีก หากเลือดรักชาติของผมพลุ่งพล่านขึ้นมาในวินาทีนั้นคงถูกรถเมล์กระชากตัวรถให้ผมหล่นลงมาภูมิใจในความเป็นไทยต่อกับพื้นถนน เสียงภาษาไทยที่ถูกประพันธ์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงประสานรับกับท่วงทำนองอย่างไพเราะ น่าภูมิใจที่ประเทศของเรามีภาษาเป็นของตัวเอง

ทิ้งช่วงไม่เกิน 2 ท่อนเพลงชาติก็หยุดเสียงลง เจ้าของร้านค้าดึงปลั๊กวิทยุออก “ไอ้บ้านี่! คนอื่นเขาเคารพธงชาติอยู่ เลยไม่ต้องรู้กันพอดีว่าเพลงจะจบเมื่อไร” ภรรยาของชายผู้ทำลายวัฒนธรรมของชาติเสียในเสี้ยววินาทีบ่นเสียงดัง เจ้าของวิทยุยิ้มแหย๋แล้วเดินไม่รู้ไม่ชี้ไปด้านหลังของตัวร้าน ทุกคนในบริเวณป้ายรถเมล์ลุกลี้ลุกลนมองหน้ากันเลิกลั่กคาดเดาไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป ภาพสุดท้ายก่อนรถเมล์ที่ผมโดยสารจะเคลื่อนตัวออกไปคือหลายคนออกเดินและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้หญิงเสื้อสีเหลืองถือร่มสีน้ำตาลกับผู้ชายเสื้อสีน้ำตาลถือร่มสีเหลืองแอบป้องปากหัวเราะกันคิกคัก จนผมเผลอหัวเราะตามพวกเขา ฝนตกปรอยๆ พัดลมเย็นสดชื่นโชยเข้ามาปะทะร่างกาย ผมนึกชอบประเทศที่ผมอยู่

เผยแพร่ครั้งแรกที่ - คอลัมน์เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิตฯ นิตยสารออนไลน์หมดปัญญา ฉบับที่ 1 (สิงหาคม 2550)