Showing posts with label วรรคที่ 3 ของเช้าวันหนึ่ง [---บทกวี]. Show all posts
Showing posts with label วรรคที่ 3 ของเช้าวันหนึ่ง [---บทกวี]. Show all posts

11 September 2008

-: เกลียด :-

ผมไม่ชอบ เสียงถอนใจ ไร้ความก้อง
แต่ก็เกลียด เสียงโห่ร้อง ไร้ความหมาย
ผมไม่ชอบ การยืนเปลี่ยว อย่างเดียวดาย
แต่ก็เกลียด ความมากมาย ของผู้คน

ผมไม่ชอบ การใส่ใจ ไม่ละเลย
แต่ก็เกลียด การนิ่งเฉย ไม่เคยสน
ผมไม่ชอบ รักยิ่งใหญ่ ปักใจตน
แต่ก็เกลียด ความเหงาล้น เมื่อขาดรัก...


21 January 2008

-: ความง่วงของคนอื่น :-

-: ความง่วงของคนอื่น :-


ก่อนช่วง ดวงอาทิตย์ จะนิทรา
เส้นขอบฟ้า พาดสาย กับปลายเสา
ลดช่วง ร่วงเลื่อน เคลื่อนหนักเบา
กระตุกเอา เสาล้มทับ กับราตรี
ราตรีแตก กระจายตัว ทั่วท้องฟ้า
เป็นดารา พราววับ สลับสี
สลับเส้น เต้นเตร่ บนเวที
ม่านเคลื่อนคลี่ คลายลาก เปิดฉากคืน
.....

อีกไม่กี่ช่วงเดิน อีกไม่เกินช่วงตื่น
จะล้มทับรับรื่น กับเนื้อนุ่มเนินหมอน
ช่างเหนื่อยเหน็ดเข็ดหน่าย จะแกล้งตายทำนอน
ไม่สนเย็นสนร้อน ไม่อยากรู้ดินฟ้า
มากคำถามตามติด ธุรกิจธุรกา
แม่พ่อลุงหลานป้า ใครจะด่ารดหัวใคร
จะไม่ยุ่งการเมือง เรื่องของเด็กตัวใหญ่
จะเกลียดไทยจะรักไทย ท้องไม่เห็นหายร้อง
คนรักจะเลิกรัก ไม่สมัครร่วมห้อง
จะไม่หวังปรองดอง ขอเพียงเตียงยังฟู
ใกล้จะถึงบ้านใกล้ แม้หัวใจหดหู่
ใกล้จะถึงเตียงกู จะล้มทับดับตาย
ชาติจะเผด็จการ กลุ่มทหารเฉิดฉาย
ประชาธิปไตยล้มตาย แต่อย่าเลอะหมอนกู
อีกไม่เกินช่วงเดิน ไม่นานเกินเนิ่นรู้
ทีวีอาจยังเปิดอยู่ แต่กูหลับไปแล้ว


4 January 2008

-: น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ :-

-: น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ :-



ข้าพระพุทธเจ้า นายณ พงศ์ วรัญญานนท์ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


13 December 2007

-: นิทานก่อนตื่น :-

-: นิทานก่อนตื่น :-


ภาพโดย ธวัชชัย พัฒนาภรณ์
จากนิทรรศการภาพถ่าย "ที่เกิดเหตุ" บันทึก 1 ปีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


เพียงชั่วครู่...
ลมก็ซัด พัดพรู อยู่ใกล้ใกล้
ละอองดิน บินสะบัด เศษซัดไป
ควันขาวไล้ โลมร่างเล่น ไอเหม็นปลิว

กลิ่นคาวเกลื่อน เคลื่อนกลับ รับอีกกลิ่น
ฉุนผงดิน ปืนคละ ดินประสิว
สางสาปเลือด ที่หลั่งหล่น ล้นเขตทิว
แผลเผยผิว เลอะร่าง เป็นทางยาว

ระเบิดคลั่ง ดังโครม โถมกระแทก
กระเทือนแยก แสงจ้า จนฟ้าขาว
ฟ้าคลายลับ กลับคืน เป็นผืนดาว
ผืนดินร้าว กระทุ้งเคลื่อน กระเทือนโครม

เสียงเพลงหวีด กรีดเสียง เพราะเพียงเปิด
แต่ระเบิด แผดลั่น สนั่นโถม
ไร้สักจุด ให้หยุดครุ อนุโลม
คำรามโหม หูพร่า นัยน์ตามัว

ชายหนุ่มเลื่อน เคลื่อนกลับ ขยับใกล้
แล้วโอบไหล่ เด็กน้อย จากห้อยหัว
เด็กเอื้อนคราง โอดคลั่ง ทั้งเจ็บกลัว
หันมอง สองเมียผัว ไม่หายใจ

..................


เด็กน้อย ร้องถาม ตามหา
ท่อนขา ของหนู อยู่ที่ไหน
เห็นมันวิ่ง ผ่านตา มาไวไว
เจอก็จึง จับใส่ ไว้ที่เดิม

แล้วร้องเล่น เต้นก๋า เข้าหากลุ่ม
เพื่อนก็รุม ล้อมใกล้ เข้าไปเพิ่ม
ตรงดิ่ง วิ่งรี่ กลับที่เดิม
แล้วจึงเริ่ม เกมต่อ ไม่รอช้า

ไม่ซ่อนแอบ เจ้าแสบอ้อน เลิกซ่อนแอบ
กร่างผลักแสบ แล้วแนบชิด ลงปิดหน้า
ใครหลบ นับครบแล้ว นะแก้วตา
ออกตามหา โป้งเจ้าแสบ แอบไม่ทัน

เจ้าแสบท้อ ต่อเสียง เถียงสหาย
แอบให้ตาย ไม่หายหัว หรอกตัวฉัน
"ขากูด้วน อ้วนช้า อย่าแกล้งกัน"
ตบหน้าหัน ไอ้กร่างเคือง "เรื่องของมึง!"

เด็กน้อย กุมหน้า น้ำตาไหล
ตัวอ่อน ถอนใจ คิดไม่ถึง
จับคอเสื้อ ไอ้กร่างลาก กระชากดึง
กร่างจิกทึ้ง เตะขากุด จนหลุดแรง

พื้นที่ เก็บเก่า เงาความฝัน
สลายลบ จบพลัน ไม่ทันแย่ง
สูญสิ้น ดินยืน แม้ผืนแปลง
เหี่ยวแห้ง แล้งลด อดชื่นชม

พื้นที่ เล็กเล็ก ของเด็กชาย
ที่เคยร่วม เคียงกาย ได้ผสม
ความฝัน ความสุข ทุกข์ระทม
กลายเป็นล้ม ระกำ ระช้ำใจ

..................


ชายหนุ่ม ร้องถาม ตามหา
ท่อนขา ของผม ล้มอยู่ไหน
เพียงชั่วคราว ที่ทิ้งวาง แล้วห่างไป
เจอก็จับ กระชับใส่ ไว้ที่เดิม

ประคองกาย ป้ายคล้องตน ทุพลภาพ
น้ำตาอาบ ชีวิตตน ไร้คนเสริม
ทนท้อแท้ แย่ช้ำ คนซ้ำเติม
หมดทางเริ่ม ไร้ทางสู้ ผู้พิการ

ตั้งกายตรง ลงจรด กดไม้เท้า
ชันหัวเข่า แขนประคอง ทั้งสองด้าน
สองขาเทียม เตรียมก้าว อย่างร้าวราน
สบถกร้าน "กูต้องช้ำ" น้ำมือใคร?

แรงสะเทือน เลื่อนสั่น ยังลั่นก้อง
ชายหนุ่มร้อง ภาพเคยพบ ลบไม่ได้
พ่อแม่ทาง ร่างหงาย ไม่หายใจ
เด็กน้อยทาง ขากางไขว้ เลือดไหลริน

เคยสดชื่น รื่นสำราญ บ้านอบอุ่น
ชั่วควันกรุ่น ฝุ่นกระจาย ฝันหายสิ้น
เคยใช้เท้า ก้าวเย็น เล่นไอดิน
กลับเป็นชิ้น ไม้เท้า พาก้าวเดิน

..................


เสียงโครมคลั่ง ดังเกิด ระเบิดคลั่ง
พาพัดพัง ทุกช่วงนิ้ว แม้ผิวเผิน
แรงกระเทือน กระแทกรุม ทุกหลุมเนิน
จนแตกดับ ยับเยิน เกินเยียวยา

เด็กน้อย ยังร้องถาม ยังตามตื้อ
หารือ ทวงถาม ยังตามหา
เห็นมันฝืน ขืนชิ่ง วิ่งผ่านมา
ท่อนขา ของหนู อยู่ที่ใคร

เพียงชั่วครู่...
เสียงก็ตึง อึ้งหู อยู่ใกล้ใกล้
ละอองหิน บินพัด สะบัดไป
บาดหัวไหล่ บาดแขน บาดลำตัว

เสียงหวิวหวีด กรีดดัง กังวานก้อง
กังวานร้อง บ้าคลั่ง ดังขึ้นทั่ว
ผู้คนหวาด ขยาดหวั่น และพรั่นกลัว
ฟ้ามืดมัว ฝุ่นคลุ้ง ฟุ้งกระจาย

เด็กน้อย ร้องถาม เพื่อตามหา
ท่อนแขนขวา ก็ไม่อยู่ หนูทำหาย
หลังเสียงตูม ไหลลื่น กลืนร่างกาย
เอาแขนซ้าย จิกพื้นเลื่อน เพื่อเคลื่อนตัว...
..................


6 November 2006

-: หากกวีไม่บรรเลงเพลงกวี แล้วจะมีใครสืบสานงานอักษร :-

หากกวีไม่บรรเลงเพลงกวี แล้วจะมีใครสืบสานงานอักษร

พ่อกับลูก คุยกัน ถึงวันนี้
เป็นวันที่ โลกเวียน และเปลี่ยนผัน
ความเจริญ เดินหน้ารุก ขึ้นทุกวัน
ความเป็นไทย ไหวสั่น น่าหวั่นใจ
เอกลักษณ์ ไทยแท้ แต่ครั้งก่อน
พ่อว่า"กลอน โคลงกาพย์ฉันท์ เริ่มสั่นไหว
เด็กรุ่นนี้ เริ่มรู้จาง เริ่มห่างไกล
กลัวคงไว้ เพียงชื่อ หรือไม่จริง?"


---------------------------------

ลูกสาวตอบพ่อ"นู๋ก็แต่งกลอนได้
พ่อจะห่วงอะไรมากมายหลายสิ่ง
หนูเคยอ่านกลอนมาเหมือนกัน พ่อนี่คิดมากจริงๆ
เดี๋ยวนู๋จะแต่งกลอนวัยรุ่นใสๆ หวานปิ๊งให้พ่อดู"


---------------------------------

"หนูเคยอ่าน กลอนเหล่านี้ จากที่ไหน?"
พ่อถอนใจ พลางกล่าวถาม ความจากหนู


---------------------------------

"นู๋ก็อ่านมาจากหนังสือรักวัยรุ่น
มีกลอนหวานวุ่นเขียนอยู่
ถ้าพ่ออยากรู้เดี๋ยวนู๋จะแต่งให้ฟัง"

เพราะเธอมาทำแบบนี้
ทำให้ฉันรู้สึกดีๆ ตั้งหลายครั้ง
และก็เพราะฉันไม่ทันระวัง
จึงตกหลุมรักเธออย่างจังตั้งหลายที
อยากให้เธอได้รู้
สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้
มันเกินกว่าจะพูดออกมาเป็นคำดีๆ
กับความรู้สึกที่เรามีที่ผูกพัน


---------------------------------

"กลอนวัยรุ่น แบบนี้ ที่หนูว่า
พ่อฟังมา เหมือนกลาย คล้ายเปลี่ยนผัน
ความถูกต้อง สัมผัสใส่ ไม่คล้องกัน
ฉันทลักษณ์ รสคำนั้น ไม่เหมือนเดิม"

---------------------------------

"นู๋ไม่ยึดติดหรอกค่ะพ่อ
นู๋ว่าเราต้องพัฒนาต่อและส่งเสริม
จะให้ไปแต่งกลอนแบบเก่า
จะไม่พัฒนาเอาและล้าหลังเกิน
นู๋ว่าเราต้องต่อเติมเพื่อก้าวไป

แล้วนี้มันก็เป็นกลอนรักที่นู๋แต่ง
จะให้มาเก่าๆ แข็งๆ นู๋คงทำไม่ได้
ต้องให้มันเก๋ ดูดี มีสไตล์
แต่งเชยๆ เรียบๆ อย่างกลอนรุ่นใหญ่ไม่เข้าตา"


---------------------------------

"กลอนความรัก ประทับใจ ในแบบพ่อ
ไม่ได้แข็ง เป็นตอ เหมือนหนูว่า
ไม่ได้เรียบ เชยไป ไร้ราคา
ไม่ได้เก่า เต่าช้า น่ารำคาญ"

---------------------------------

ถึงม้วยดิน สิ้นฟ้า มหาสมุทร
ไม่สิ้นสุด ความรัก สมัครสมาน…
แม้เกิดใน ใต้หล้า สุธาธาร
ขอพบพาน พิศวาส ไม่คลาดคลา
แม้เนื้อเย็น เป็นห้วง มหรรณพ
พี่ขอพบ ศรีสวัสดิ์ เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัว ตัวพี่ เป็นภุมรา
เชยผกา โกสุม ประทุมทอง
เจ้าเป็นถ้ำ ผ่องอำไพ ขอให้พี่
เป็นราชสีห์ สิงสู่ เป็นคู่สอง
จะติดตาม ทรามสงวน นวลละออง
เป็นคู่ครอง พิศวาส ทุกชาติไป

(พระอภัยมณีจีบนางละเวง : สุนทรภู่)

---------------------------------

อย่างความรัก ในบทกลอน สุนทรภู่
ที่ท่านชู และสั่งสม เพาะบ่มไว้
ช่วยรักษา ความสวยสด รสคำไทย
เพื่อคงให้ ใครเห็น ความเป็นเรา

ยิ่งถึง ปัจจุบัน ในวันนี้
ถ้อยรส บทกวี มีแต่เก่า
เริ่มจาง ร้างจน คนไม่เอา
คงแย่ แค่ได้เล่า ให้เขาฟัง

"การพัฒนา พ่อเข้าใจ ไม่ขอเถียง
หากแต่เพียง ต้องเข้าใจ ในพื้นหลัง
เราต้องรู้ เข้าใจ ให้จริงจัง
ก่อนจะตั้ง ใจจัด พัฒนา"

---------------------------------

"หนูรู้แล้ว คะคุณพ่อ หนูขอโทษ"
---------------------------------

"พ่อไม่โกรธ แค่กลัวสูญ ในคุณค่า"

---------------------------------

"หนูจะรัก ความเป็นไทย ไม่ร้างรา"

---------------------------------

"ศักดิ์ศรีไทย ให้คู่ฟ้า อย่าทำลาย"

---------------------------------

หาก ไร้มือ ผู้ถือซึ่ง หนึ่งรสศิลป์
กวี สิ้น ไร้ผู้ถือ สื่อความหมาย
ไม่บรรเลง เพลงร้อยกรอง ก้องกำจาย
เพลงกวี คงสุดท้าย ถึงปลายทาง
แล้วจะมี เอกลักษณ์ ประจักษ์ถิ่น
ใคร ได้ยิน รู้หรือไร ว่าไทยสร้าง
สืบสาน รส วรรณกรรม เพื่อนำทาง
งานอักษร ต้องไม่ร้าง จางกวี



---------------------------------


ด้วยรสหนึ่ง ยิ่งหวาน กว่าล้านรส
ด้วยงามงด สีสะคราญ กว่าล้านสี
ด้วยกลิ่นหอม หอมค่า กว่ามาลี
คือวจี ร้อยกรอง ก้องกังวาน
เพราะคำกลอน ขับกล่อม ย้อมชีวิต
เพราะคนคิด คงมี ที่ขับขาน
เพราะคนไทย รักคำ ไม่รำคาญ
กวีกาล จึงไม่สิ้น แผ่นดินไทย
แว่วเพลงชาติ วาดชื่อ ระบือลั่น
คนรักษ์ยัง รั้งยาว ให้ก้าวได้
กลอนต่อบท รสต่อลิ้น ไม่สิ้นไป
จึงคงไว้ ซึ่งศาสตร์ศิลป์ ไม่สิ้นลง...

(หากกวีฯ : ณ พงศ์ วรัญญานนท์)


---------------------------------


ข้อควรระวังในคุณลูก.
๑. แต่งคำประพันธ์ผิดฉันทลักษณ์ ,สะกดคำไม่ถูกต้อง นู๋ = หนู
๒. ในคำประพันธ์ไม่ควรใช้ไม้ยะมก จริงๆ ,ใสๆ = จริงจริง ,ใสใส
๓. เลี่ยงที่จะใช้คำเดียวกันเป็นสัมผัสในตำแหน่งสัมผัสต่อๆมา (สัมผัสซ้ำ)
“หรือไม่จริง” กับ “พ่อนี่คิดมากจริงๆ”
๔. ใช้คนละมาตราตัวสะกดเป็นเสียงสัมผัส (สัมผัสผิดเสียง)
“และส่งเสริม” (แม่กม) กับ “ล้าหลังเกิน” (แม่กน)


21 September 2006

-: ยืนต้น :-

ยืนต้น

คืนหนึ่ง...
ฝนร่วงรด หยดสาด เป็นหยาดสาย
เสียงฟ้าร้อง ก้องกำจาย อยู่ครามครั่น
ฟ้าแลบเล่น เส้นร้าว พาดยาว-พลัน
มนุษย์คว้า สุริยัน ลงจุ่มโคลน

ความมืดหม่น หล่นมัว ลงทั่วฟ้า
เห็นดารา เรียงห้อย ขึ้นร้อยโหน
หยาดน้ำรด หยดน้ำหลาก กระชากโยน
มนุษย์ร้อง ก้องตะโกน แล้วถูกกลืน

ภาพโล่งเตียน เลี่ยนตา ขึ้นปรากฏ
ป่าเลือนลด หมดฝัน ไม่ทันฝืน
มนุษย์ลัก หักหั่น ทุกวันคืน
เหลือแต่ยืน ตอตาย อยู่ปลายไพร


เช้าสอง...
ป่ากลับ ปรับคืน สู่ผืนป่า?
ยืนต้น ตรงตา ให้มองได้?
แข็งขืน ยืนเด่น เห็นแต่ไกล?
มนุษย์เพียง ย้ายไว้ เข้าในเมือง?

กิ่งตึก เกลื่อนตา ระฟ้ากว้าง
ก่อสร้าง แผ่รากไกล โดยใช้เครื่อง
โตสูง ใหญ่สวย ด้วยฟันเฝือง
ต้นเขื่อง เรียงล้น จนสุดแปลง

อาทิตย์ไล้ ไออุ่น อรุณรุ่ง
ภาพเมืองกรุง เผยช่อ ขึ้นล้อแสง
ชีวิตต่อ ชีวิตตื่น ผืนฟ้าแจง
สุรีย์แจ้ง แสงเจิด เปิดฉากวัน

บุปผาโผล่ โล้ลม ชมผืนฟ้า
หมู่นกกา ขยับยืน ตื่นจากฝัน
ดาวเดือนส่ง ลงฟ้า ลาตะวัน
น้ำค้างกลั่น ประกายทอง ละอองไอ

แมลงปอ ล้อขยับ จับปลายหญ้า
กิ่งตึก แกว่งกายา โล้ลมไหว
ไอป่าโปรย โชยกรุ่น ละมุนละไม
มนุษย์ไส ตะวันพ้น ก้นบ่อโคลน