- ที่เดนมาร์กรถไฟ Metro ไม่มีคนขับ
- ในรถเมล์ก็ยังมีป้ายไฟและเสียงบอกว่ากำลังจะเข้าจอดที่ป้ายชื่ออะไร
- คนขึ้นรถที่ประตูทางขึ้นด้านหน้าเท่านั้น ใครสะเออะขึ้นตรงทางลงจะกลายเป็นนักโทษในสายตาคนอื่น
- เข้าคิวขึ้นรถ ลงรถไฟ ซื้อของ แม่งเข้าคิวทุกอย่าง
- ซื้อตั๋วรถไฟที่ร้าน 7-11 หรือห้าง แล้วลงไปเสียบใช้ได้ตลอดทาง เช่นขึ้นรถไฟ ต่อรถเมล์ก็เสียบทีเดียวที่สถานีรถไฟแรกหรือรถเมล์คันแรก
- รถไฟใช้ระบบเชื่อใจไม่มีการตรวจตั๋ว เดินเข้าออกกันให้ขวัก นานๆ ทีถึงจะมีคนขึ้นมาตรวจ
- ไม่มียามสมองน้่อยมาคอยเตือนคนสมองน้อยว่า ห้ามเหยียบเส้นเหลืองหรือแดร็กอะไร
- ไม่มีการห้ามนั่งบนพื้น วัยรุ่นคนไหนอยากนอนรอ มึงก็สามารถนอนรอได้เลย ไม่มีใครว่า
- หมาขึ้นได้แต่ต้องซื้อตั๋วให้หมาด้วย
- จักรยานขึ้นได้แต่ต้องซื้อตัวให้จักรยานด้วย
- ระบบขนส่งดี คนเข็นรถเข็นเด็กกันให้รึ่ม เข็นจากฝากนึงของเมืองไปถึงฝากนึงของเมือง ผ่านระบบขส่งสบายเหี้ย
- ถุงพลาสติกต้องซื้อ ไม่ให้ฟรี ถ้าลืมเอาถุงผ้ามา ซื้อเสร็จก็โกยอุ้มไปให้หมดอย่าร้องไห้ ไม่งั้นก็เสียเงินซื้อถุงพลาสติกซะ
- ระบบขนส่งดี อากาศดี จักรยานจึงกลายเป็นยานพาหนะสำคัญสำหรับคนในเมือง มีทั้งแบบ 3 ต่อ ล้อเดียวแบบกายกรรม มีแบบซาเล้งสวยๆ ไว้ให้เด็กหรือสุนัขนั่งไปได้ด้วย
- สุนัขไปได้ทุกที่ ถ้ามึงขี้เจ้าของจะมีถุงคอยเก็บขี้ทันที
- มีตู้ให้เอากระป๋อง ขวดพลาสติก ขวดแก้ว ไปหยอดใส่แล้วจะได้สลิปออกมา ไปแลกเงินคืนได้ มีให้เห็นทั่วไป
- ฝรั่งในเมืองหนาวชอบแดด ที่สวนสาธารณะในวันแดดดี สาวๆ จะได้เห็นหนุ่มกล้ามโต และหนุ่มๆ จะไำด้เห็นบางส่วนของ นม!
- Net WIFI Free หาได้ทั่วไป แต่ไม่ค่อยแรงและหลุดบ่อย
- ร้านอาหารไทยมีให้เห็นเพียบ และมื้อหนึ่งอิ่มๆ เราจะเสียไปเกือบ 6,000 บาท
- ที่เดนมาร์กมีแคปหมูขาย ผลิตและจำหน่ายโดยฝรั่ง อร่อยไม่แพ้ของไทย
- ร้านอาหารไทยดีๆ ที่มีลูกค้าติดมากๆ เป็นของคนฝรั่ง
- ร้านนวดไทยมีเพียบเช่นกัน และเกินครึ่งนวดแล้วนาบ
- เมื่อมาที่นี่เราจะพบว่าบริการโทรศัพท์ VOIP ผ่านอินเตอร์เน็ตถูกเหี้ยๆ แต่เรามักจะไม่กลับไปใช้ในประเทศไทยสำหรับการโทรหากันเอง
- ทุกคนรอข้ามถนนตรงทางม้าลายอย่างดีเยี่ยม และรถจะจอดให้เราข้ามเสมอๆ
- นานๆ ทีจะมีฝรั่งวิ่งข้ามถนนกากๆ สักคน 2 คน
- ขับรถเร็วเกินพิกัดถูกปรับ 6,000 บาทไทย
- แทบจะทุกแยกของเขาจะไม่มีสัญญาณไฟสำหรับเลี้ยว มันจะมีแต่ตรง คนที่อยากเลี้ยวต้องหาจังหวะกันเอง!
- แม้ในเมืองหลวง เราก็สามารถรู้ได้ว่าเราจะไปถึงที่หมายกี่โมงเป๊ะๆ
- ถ้าฝรั่งเขานัดหมายว่าจะออกเดินทางบ่ายโมง พอถึงบ่ายโมงปุ๊บเขาจะไปทันทีไม่มีรอ
- หน้าร้อนเขาจะมีกลางคืนแค่ประมาณ 3-5 ชั่วโมง และในหน้าหนาวจะมีกลางวันแค่ 3-5 ชั่วโมงเหมือนกัน
- คนที่นั่นจะมีความต้านทานต่ออากาศหนาวต่างกัน ในวันแดดไม่ดีและมีฝนพรำของฤดูใบไม้ร่วง เมื่ออากาศเย็นลงจนต่ำกว่า 10 องศา เราจะเห็นฝรั่งทั้งใส่เสื้อหนาวหนาๆ และถอดเสื้อเดิน!
- ในประเทศเยอรมัน จะสังเกตเห็นฝรั่งแค่ 2 size แบบเห็นได้ชัด ไม่เตี้ยเลยก็สูงลิ่วเลย
- เด็กๆ แทบทุกคนบ้ากล้อง
- โบสถ์ของเขาต้องเสียเงินเป็นสมาชิกรายปี ฝรั่งหลายคนจึงไม่ไปโบสถ์
- ฝรั่งเดินดูดบุหรี่ตามท้องถนนโทงๆ แล้วก็ทิ้งลงพื้นกับโทงๆ ได้ ไม่มีใครโดนจับ
- ถนนหนทางสกปรกพอสมควรในช่วงหัวค่ำก่อนเข้าที่พัก แต่พอเช้ามาเมื่อเราออกจากที่พัก ถนนมักจะสะอาด!
- แรกๆ เราจะวิตกกังวลกับการคูณสกุลเงินกลับไปไทยบาทเพื่อเปรียบเทียบความแพง หลังๆ เราจะใช้เงินยูโรเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน!!
- น้ำก๊อกแดร๊กได้ ไม่จำเป็นอย่าซื้อน้ำเปล่า
- โค๊กแพงเหรี้ย ไม่จำเป็นอย่าซื้อดื่ม
- เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!
- เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!!
- เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!!!
Showing posts with label กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]. Show all posts
Showing posts with label กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]. Show all posts
23 July 2012
-: บางสิ่งที่ได้รู้จากยุโรป :-
มีโอกาสได้ไปร่ำเรียนที่เยอรมัน แล้วแวะไปทักทายเพื่อนบ้านอย่างเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์มาบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นจะนั่งจดอะไรๆ ที่เราไม่ค่อยได้พบเห็น แล้วรวบรวมไว้เป็น list ดังต่อไปนี้ครับ ใครมีโอกาสได้ไปสัมผัสแล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อไหน ช่วยเพิ่มเติมกันได้นะ (ขออภัย ภาษาเป็นภาษาที่ใช้จดลงสมุดบันทึกตอนนั้นแบบสดๆ และถ่ายทอดตามที่จดแบบเป่ะๆ จึงอาจจะระคายหูบ้าง)

16 February 2011
Supakitch & Koralie
16 June 2009
-: The Triplettes of Belleville (2003) :-
The Triplettes of Belleville (2003)
บิ๊กตูบผจญภัยกับคุณนายไบซิเคิล
Directors : Sylvain Chomet
The Triplettes of Belleville พูดถึงชีวิตของหญิงชราชื่อมาดามซูซา และชามปิญองหลานชายตัวน้อยที่กำลังตกอยู่ในความซึมเศร้า วันหนึ่งหญิงชราตัดสินใจซื้อจักรยานให้เด็กน้อยเป็นของขวัญ โดยสองยายหลานเฝ้าฝึกฝนปั่นจักรยานกันทั้งคืนทั้งวันจนภายหลังชามปิยองได้กลายมาเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง ท่าทางขี้โรค แต่มีขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อบวมโต ชามปิญองเข้าแข่งขันในรายการจักรยานทางไกล ‘ตูร์ เดอ ฟรองซ์' (Tour de France) และเกิดเรื่องราวขึ้นมากมายในระหว่างนั้น แม้การ์ตูนเรื่องนี้จะมีบทพูดเพียงน้อยนิด และอาจอยู่ห่างไกลจากคำว่าน่ารักคิกขุ ที่น่าใช้เปิดให้ลูกๆ ดูแทนการเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน แต่ด้วยจินตนาการอันน่าพิศวง เพลงประกอบที่งดงาม คาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์ และสีสันนุ่มละมุนของภาพภายในเรื่อง กลับทำให้ The Triplettes of Belleville ดูคล้ายงานศิลปะที่ชวนให้ขนลุกเพราะสามารถมอบแรงบันดาลใจดีๆ ให้คนดูได้อย่างมหาศาล
-: Big Fish (2003) :-
Big Fish (2003)
จินตนาการรัก ลิขิตชีวิต
Directors : Tim Burton
เรื่องราวของคนธรรมดาบางคนอาจสามารถแต่งแต้มสีสันให้กลายเป็นเรื่องเล่าเหนือจินตนาการได้ เช่นเดียวกับเรื่องเล่าจากปากของเอ๊ดเวิร์ด บลูม ชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่เดินทางออกจากหมู่บ้านชนบทเพื่อไปค้นหาเรื่องราวใหม่ๆ ให้ชีวิตอันแสนน่าเบื่อของตน ระหว่างการใช้ชีวิต เขาได้พบกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อนตัวยักษ์ ปลาตัวใหญ่ เมืองที่เหมือนดั่งสรวงสวรรค์ การเข้าทำงานในคณะละครสัตว์ แฝดหญิงตัวติดกัน รวมถึงการสร้างทุ่งดอกไม้กว้างไกลให้หญิงคนรัก โดยบลูมล้วนแต่เล่าให้คนอื่นฟังราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเทพนิยายเพ้อฝัน และผู้ฟังก็ชื่นชอบเรื่องเล่าของเขาเสียด้วย เว้นแต่วิล บลูม ลูกชายเพียงคนเดียวของเอ๊ดเวิร์ดที่กลับหัวเราะเยาะและมองว่าพ่อเป็นคนน่าเบื่อหน่ายที่ชอบพูดแต่เรื่องไร้สาระ เขาไม่สามารถสนิทสนมและลองเรียนรู้ตัวตนจริงๆ ของพ่อบังเกิดเกล้าได้ เพียงเพราะกำแพงเตี้ยๆ ที่เรียกว่า ‘มุมในการมองโลก’ กำลังกั้นขวางคนทั้งคู่อยู่ หากจะมองกันดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโลกจริงในปัจจุบันไม่ใช่หรือ?
-: Tarnation (2003):-
Tarnation (2003)
ทาร์เนชั่น 218 ดอลล่าร์...ฝันไม่มีวันจบ
Directors : Jonathan Caouette
ไม่แปลกที่ใครๆ ก็พากันพูดว่าอเมริกันชาติช่างน่านับถือ เพราะแท้จริงแล้วเบื้องหลังผู้คนโก้หรู ตึกรามบ้านช่องยิ่งใหญ่ และภาพความสุขสมช่างฝันในภาพยนตร์ฮอลิวู๊ดทุนสร้างร้อยล้าน ไม่เคยพลิกให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมหลังบทภาพยนตร์เหล่านั้น ในขณะที่โจนาธาน คอเอตต์ ผู้กำกับและเจ้าของชีวิตจากเรื่อง Tarnation หนังสารคดีอินดี้เกย์เรื่องเยี่ยมอาจไม่เชื่อในภาพมายาสวยงาม จึงได้หยิบยกวัตถุดิบมากมายทั้งข้อความในมือถือ รูปถ่าย วิดีโอที่ถ่ายเล่น และหนังสั้นยุคแรกของเขามาผสมผสานเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองที่เป็นเกย์ ต้องหนีจากแรงกดดันจากตาและยาย แม่เป็นโรคป่วยทางจิต อีกทั้งเขายังได้สอดแทรกประเด็นที่เสียดสีความรุนแรงและเสื่อมโทรมในสังคมอเมริกันชนิดที่ใครๆ อาจนึกไม่ถึงไว้ หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมายจากเวทีประกวดทั่วโลก และช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่า ต้นทุนเพียง 218 ดอลล่าร์ก็ให้กำเนิดหนังสร้างสรรค์คุณภาพเช่นนี้ได้เหมือนกัน

10 June 2009
-: When Microsoft Learn to Design :-
สตีฟ จอบส์ ป๋าใหญ่แห่งค่าย Macintosh เคยกล่าวไว้ว่า ที่บริษัทและผลิตภัณฑ์ของเขาประสบความสำเร็จได้ เป็นเพราะคาถาวิเศษที่ประกอบด้วยคำ 2 คำ นั่นคือ “Industrial Design”
ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft จึงต้องยอมรับในความจริงข้อนี้ ดังที่เห็นได้จากทิศทางของวาระการพูดคุยในงานประชุม Remix 2008 ที่เมือง Brighton ประเทศอังกฤษ โดย Bill Buxton ตัวแทนฝ่ายวิจัยของ Microsoft ได้ออกมากล่าวถึงการที่บริษัทจะต้องมุ่งความสนใจไปที่งานออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ต่างๆ เป็นเพราะเกมการตลาดของโลกได้เปลี่ยนมือจาก ‘ต้องใช้งานได้ ความสวยไว้ที่หลัง (Form Follow Function)’ ไปเป็นการตลาดแบบ ‘สวยเรียกพี่ ดีเรียกพ่อ (Form and Function)’ ซะแล้ว
-: Short Film to the London 2012 Olympic Games :-
หนังสั้นโฆษณาเมืองลอนดอนชิ้นนี้สร้างขึ้นโดย Th1ng สตูดิโอมิกซ์มีเดียและแอนิเมชั่นมือรางวัลของประเทศอังกฤษ เพื่อจุดประสงค์ในการช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในลอนดอนและส่งเสริมการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิคลอนดอน 2012
เนื้อหาภายในเรื่องสั้นชิ้นนี้ใช้สัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมือง เช่น แม่น้ำเทมส์ ดนตรี ตลาดหุ้น รวมไปถึงวัฒนธรรมทางสังคมเช่นงานปาร์ตี้ และการพ่นสีกำแพง เพื่อเล่าถึงการรวมตัวกันของมนต์เสน่ห์ภายในเมือง ทั้งงานศิลป์ กีฬา ไลฟสไตล์ ความรุ่มรวย และความร่าเริง สื่อผ่านการเดินทางของหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แจกฟรีที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ลำดับภาพในการเล่าเรื่องและผสมผสานกับเทคนิคทางการถ่ายทำ เช่น การเดินภาพเร็ว โมชั่นเบลอ โมชั่นอาร์ต และการเล่นกับแสงสี สิ่งเหล่านี้ช่วยบ่งบอกถึงศักยภาพระดับโลกของวงการภาพยนตร์ลอนดอนที่เห็นแล้วอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
-: Ridiculous Design Rules - เรื่องตลกร้ายในงานออกแบบ :-
การออกแบบบนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์มักไม่ถูกนิยามผ่านข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์สักเท่าไรนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราไม่เคยเห็นนักออกแบบคนไหนลุกขึ้นมาออกกฎหมายห้ามใช้ตัวหนังสือสีขาวบนพื้นดำ หรือมีคนถูกจับเพราะดีไซน์เก้าอี้พลาสติกโมโนบล็อกที่คนคุ้นตาให้มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม กฎเหล่านี้จึงกลายเป็นเพียงความเคยชินส่วนบุคคลที่หากคนอื่นได้ยินแล้ว ถ้าไม่ทำหน้ามึนก็คงต้องหัวเราะจนฟันร่วง จำพวก “อย่าใช้เครื่อง PC ในงานออกแบบ - ใกล้กำหนดส่งแล้วค่อยเร่งทำงาน เพราะช่วงนั้นความคิดสร้างสรรค์จะล้นทะลัก - งานสวยๆ ที่ลอกเขามา ย่อมดีกว่างานต้นแบบห่วยๆ”
แต่ ‘Ridiculous Design Rules (www.ridiculousdesignrules.com)’ กลับนึกสนุก โดยสร้างพื้นที่ให้คนทั่วไปหรือนักออกแบบขาโจ๋ได้เข้ามาโพส มาอ่าน มาขำกลิ้ง แล้วจัดอันดับให้คะแนนกฎเพี้ยนๆ เหล่านี้ และนอกจากนั้นเว็บไซต์ยังได้รวบรวมข่าวสารและบทความที่เกี่ยวข้องกับงานดีไซน์ (อันนี้ได้ประโยชน์จริงๆ) ไว้ให้เพิ่มเติมมุมมองกันมากขึ้น ฟังแล้วอาจดูแปลกและเพี้ยนไปหน่อย แต่ความสดใหม่แบบนี้ก็น่าจะช่วยให้นักออกแบบได้รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ จนอยากผลิตผลงานดีๆ ออกมาบนโลกอีกสักชิ้นก็เป็นได้
Subscribe to:
Posts (Atom)