- ที่เดนมาร์กรถไฟ Metro ไม่มีคนขับ
- ในรถเมล์ก็ยังมีป้ายไฟและเสียงบอกว่ากำลังจะเข้าจอดที่ป้ายชื่ออะไร
- คนขึ้นรถที่ประตูทางขึ้นด้านหน้าเท่านั้น ใครสะเออะขึ้นตรงทางลงจะกลายเป็นนักโทษในสายตาคนอื่น
- เข้าคิวขึ้นรถ ลงรถไฟ ซื้อของ แม่งเข้าคิวทุกอย่าง
- ซื้อตั๋วรถไฟที่ร้าน 7-11 หรือห้าง แล้วลงไปเสียบใช้ได้ตลอดทาง เช่นขึ้นรถไฟ ต่อรถเมล์ก็เสียบทีเดียวที่สถานีรถไฟแรกหรือรถเมล์คันแรก
- รถไฟใช้ระบบเชื่อใจไม่มีการตรวจตั๋ว เดินเข้าออกกันให้ขวัก นานๆ ทีถึงจะมีคนขึ้นมาตรวจ
- ไม่มียามสมองน้่อยมาคอยเตือนคนสมองน้อยว่า ห้ามเหยียบเส้นเหลืองหรือแดร็กอะไร
- ไม่มีการห้ามนั่งบนพื้น วัยรุ่นคนไหนอยากนอนรอ มึงก็สามารถนอนรอได้เลย ไม่มีใครว่า
- หมาขึ้นได้แต่ต้องซื้อตั๋วให้หมาด้วย
- จักรยานขึ้นได้แต่ต้องซื้อตัวให้จักรยานด้วย
- ระบบขนส่งดี คนเข็นรถเข็นเด็กกันให้รึ่ม เข็นจากฝากนึงของเมืองไปถึงฝากนึงของเมือง ผ่านระบบขส่งสบายเหี้ย
- ถุงพลาสติกต้องซื้อ ไม่ให้ฟรี ถ้าลืมเอาถุงผ้ามา ซื้อเสร็จก็โกยอุ้มไปให้หมดอย่าร้องไห้ ไม่งั้นก็เสียเงินซื้อถุงพลาสติกซะ
- ระบบขนส่งดี อากาศดี จักรยานจึงกลายเป็นยานพาหนะสำคัญสำหรับคนในเมือง มีทั้งแบบ 3 ต่อ ล้อเดียวแบบกายกรรม มีแบบซาเล้งสวยๆ ไว้ให้เด็กหรือสุนัขนั่งไปได้ด้วย
- สุนัขไปได้ทุกที่ ถ้ามึงขี้เจ้าของจะมีถุงคอยเก็บขี้ทันที
- มีตู้ให้เอากระป๋อง ขวดพลาสติก ขวดแก้ว ไปหยอดใส่แล้วจะได้สลิปออกมา ไปแลกเงินคืนได้ มีให้เห็นทั่วไป
- ฝรั่งในเมืองหนาวชอบแดด ที่สวนสาธารณะในวันแดดดี สาวๆ จะได้เห็นหนุ่มกล้ามโต และหนุ่มๆ จะไำด้เห็นบางส่วนของ นม!
- Net WIFI Free หาได้ทั่วไป แต่ไม่ค่อยแรงและหลุดบ่อย
- ร้านอาหารไทยมีให้เห็นเพียบ และมื้อหนึ่งอิ่มๆ เราจะเสียไปเกือบ 6,000 บาท
- ที่เดนมาร์กมีแคปหมูขาย ผลิตและจำหน่ายโดยฝรั่ง อร่อยไม่แพ้ของไทย
- ร้านอาหารไทยดีๆ ที่มีลูกค้าติดมากๆ เป็นของคนฝรั่ง
- ร้านนวดไทยมีเพียบเช่นกัน และเกินครึ่งนวดแล้วนาบ
- เมื่อมาที่นี่เราจะพบว่าบริการโทรศัพท์ VOIP ผ่านอินเตอร์เน็ตถูกเหี้ยๆ แต่เรามักจะไม่กลับไปใช้ในประเทศไทยสำหรับการโทรหากันเอง
- ทุกคนรอข้ามถนนตรงทางม้าลายอย่างดีเยี่ยม และรถจะจอดให้เราข้ามเสมอๆ
- นานๆ ทีจะมีฝรั่งวิ่งข้ามถนนกากๆ สักคน 2 คน
- ขับรถเร็วเกินพิกัดถูกปรับ 6,000 บาทไทย
- แทบจะทุกแยกของเขาจะไม่มีสัญญาณไฟสำหรับเลี้ยว มันจะมีแต่ตรง คนที่อยากเลี้ยวต้องหาจังหวะกันเอง!
- แม้ในเมืองหลวง เราก็สามารถรู้ได้ว่าเราจะไปถึงที่หมายกี่โมงเป๊ะๆ
- ถ้าฝรั่งเขานัดหมายว่าจะออกเดินทางบ่ายโมง พอถึงบ่ายโมงปุ๊บเขาจะไปทันทีไม่มีรอ
- หน้าร้อนเขาจะมีกลางคืนแค่ประมาณ 3-5 ชั่วโมง และในหน้าหนาวจะมีกลางวันแค่ 3-5 ชั่วโมงเหมือนกัน
- คนที่นั่นจะมีความต้านทานต่ออากาศหนาวต่างกัน ในวันแดดไม่ดีและมีฝนพรำของฤดูใบไม้ร่วง เมื่ออากาศเย็นลงจนต่ำกว่า 10 องศา เราจะเห็นฝรั่งทั้งใส่เสื้อหนาวหนาๆ และถอดเสื้อเดิน!
- ในประเทศเยอรมัน จะสังเกตเห็นฝรั่งแค่ 2 size แบบเห็นได้ชัด ไม่เตี้ยเลยก็สูงลิ่วเลย
- เด็กๆ แทบทุกคนบ้ากล้อง
- โบสถ์ของเขาต้องเสียเงินเป็นสมาชิกรายปี ฝรั่งหลายคนจึงไม่ไปโบสถ์
- ฝรั่งเดินดูดบุหรี่ตามท้องถนนโทงๆ แล้วก็ทิ้งลงพื้นกับโทงๆ ได้ ไม่มีใครโดนจับ
- ถนนหนทางสกปรกพอสมควรในช่วงหัวค่ำก่อนเข้าที่พัก แต่พอเช้ามาเมื่อเราออกจากที่พัก ถนนมักจะสะอาด!
- แรกๆ เราจะวิตกกังวลกับการคูณสกุลเงินกลับไปไทยบาทเพื่อเปรียบเทียบความแพง หลังๆ เราจะใช้เงินยูโรเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน!!
- น้ำก๊อกแดร๊กได้ ไม่จำเป็นอย่าซื้อน้ำเปล่า
- โค๊กแพงเหรี้ย ไม่จำเป็นอย่าซื้อดื่ม
- เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!
- เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!!
- เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!!!
23 July 2012
-: บางสิ่งที่ได้รู้จากยุโรป :-
มีโอกาสได้ไปร่ำเรียนที่เยอรมัน แล้วแวะไปทักทายเพื่อนบ้านอย่างเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์มาบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นจะนั่งจดอะไรๆ ที่เราไม่ค่อยได้พบเห็น แล้วรวบรวมไว้เป็น list ดังต่อไปนี้ครับ ใครมีโอกาสได้ไปสัมผัสแล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อไหน ช่วยเพิ่มเติมกันได้นะ (ขออภัย ภาษาเป็นภาษาที่ใช้จดลงสมุดบันทึกตอนนั้นแบบสดๆ และถ่ายทอดตามที่จดแบบเป่ะๆ จึงอาจจะระคายหูบ้าง)

11 June 2012
ฟ้าโปรยฝัน
31/05/2555
ครึ่งปี 2555 เดินทางมากล่าวทักทายเราแล้ว เวลายังคงเดินไปข้างหน้าเหมือนไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยคิดที่จะหยุดพัก แม้ว่าเวลาช่างเดินนี้จะนำพาทุกอย่างเข้ามาและหลายอย่างออกไป วันนี้ได้มีโอกาสหยิบหนังแผ่นค้างชั้นขึ้นมาดู ไม่รู้ว่าด้วยอยู่บนสุดหรือด้วยอารมณ์ฟ้าโปรยฝนที่กระตุ้นให้เราอยากหยิบภาพยนตร์เกาหลีอย่าง Come Rain Come Shine (เรายังรักกันอยู่ไหม?) ขึ้นมาเล่นในเครื่องเล่น DVD ในคืนเงียบๆ เช่นในคืนนี้
ในหนังกล่าวถึงชีวิตคู่ของตัวเอกทั้งสอง ที่เดินมาถึงการแยกทาง เธอเก็บของส่วนตัวและต้องการจะย้ายออกไปจากบ้านที่ทั้งสองแต่งงานและอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ทราบว่าเป็นเพราะบทหรือนั่นคือเรื่องจริงของมนุษย์ เธอและเขามีมิติทางความคิดที่ลีกและมากกันทั้งคู่แต่กลับมีบทสนทนาระหว่างกันน้อยนิด น้อยจนไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อความดราม่าออกมาแล้วใช้เทคนิคแช่ภาพปนบทพูดที่หลุดมาจากปากของตัวละครอย่างเชื่องช้าและดูน่าอึดอัด ทั้งคู่พูดจากันระหว่างที่เธอกำลังเก็บผสมความรู้สึกและของใช้ส่วนตัวแพ็คลงใส่กระเป๋า และเขาก็สุภาพพอจะยินดีช่วยเหลือให้เธอได้รับความสะดวกสบายที่สุดในการเดินจากไป...
ประเด็นของเรื่องที่ผมรับรู้และเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาก็คือตัวพระเอก ผู้ชายที่ครุ่นคิดในหัวมากมาย และดูจะเข้าใจทุกสรรพสิ่งรวมไปถึงเข้าใจเธอ สิ่งเหล่านี้ซึมผ่านออกมาเป็นบุคลิกที่เงียบงัน ใจเย็น บางครั้งก็เหมือนไร้ความรู้สึก และดูคาดเดาความคิดได้ยากลำบาก ชั่วขณะหนึ่งผมก็หวนนึกถึงตัวเองว่าผมมีมิติเหล่านั้นอยู่บ้างหรือไม่? คำตอบก็คือส่วนใหญ่ในสิ่งที่เขาเป็นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากผมหรืออีกหลายคนที่เข้าใจและพร้อมเข้าใจทุกความเป็นไปของชีวิต พร้อมเข้าใจและคิดอะไรมากมายในหัวจนหลายครั้งมันอาจสะท้อนออกมาเป็นความน่าเบื่อ จืดชืด และไร้อารมณ์ขัน
นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลและตื่นกลัวให้กับใครบางคนที่มีก้อนความคิดมากมายไหลอยู่ในหัวอย่างผมในคืนนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ชอบ แต่บ่อยครั้งที่มันเป็นตัวตน และเป็นบทเริ่มต้นของคำถามมากมายเช่นว่า ทำไมคนเราเดี๋ยวนี้คิดกันน้อยเกินไป? การคิดมากมายในหัวสร้างภาพความน่าเคลือบแคลงให้คนรอบข้างมากขนาดไหน? หรือแม้แต่เราคิดมากเกินไปจริงๆ ใช่ไหม? มีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ผมและผู้คนยังคงเคยชินกับมัน หลายครั้งที่สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดอย่างน่าสงสาร แต่บางครั้งก็เป็นสุข ผมและเพื่อนนักเขียน นักดนตรี รวมถึงศิลปินหลายคนเคยสรุปอาการร่วมกันในวงสุราว่า “มันก็แค่อาการคิดที่ใช้กลบความจริงของภาวะระบบรู้สึกสัมผัส (Sensitivity) ทำงานได้เร็วเกินไป” ฟังดูยาก แต่มันก็แค่การที่หลายๆ ครั้ง เราตอบสนองต่อความรู้สึกได้ดิ่งลึกและรวดเร็วมากเกินไปจนไม่ผ่านมันสมอง เราจึงพยายามคิด คิดให้เยอะๆ เพื่อจะหาที่มาและเหตุผลให้ความรู้สึกตอบสนองเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นคนมีตรรกกะแปลกประหลาดต่อหน้าผู้อื่น คนที่ชอบหลับตาฟังเสียงฝนกระทบดินและลมวูบลูบไล้ใบไม้ขยับพริ้วไม่อยากเป็นคนบ้าในสังคมที่คนพยายามไม่มองอะไรเล็กๆ เหล่านั้น
ระหว่างการเก็บของของสาวน้อยและการเคลื่อนไหวช่วยเหลือให้เธอได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดของเขา คนทั้งคู่ได้จมลงสู่ความทรงจำที่ต่างคนต่างเคยได้ประสบพบเจอร่วมกันมา หนังสือเล่มเก่าเล่มแล้วเล่มเล่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำเขียนไว้อย่างละเอียดเหนือชั้นกว่าเนื้อหาสาระในนั้น ข้าวของเครื่องใช้ที่แม้ว่างเปล่ารอการยัดลงในกล่องพร้อมเดินทางแต่กลับหนักอึ้งด้วยความรู้สึกและเรื่องราวมากมายบรรจุอยู่ล้นกล่อง ไม่เคยหล่นหายไปไหน เพียงแต่เขาและเธอไม่เคยใช้เวลาร่วมกันนานขนาดนี้เพียงเพื่อแกะเปลือกแห่งความเคยชินแล้วหยิบความทรงจำทุกชิ้นขึ้นมาอวดกัน
ฝนยังคงตกโปรยเม็ดเหยียดหยามสายฝนในฉากหลังเรื่อยเงียบ ความน่าอึดอัดระหว่างคนช่างคิดช่างรู้สึกทั้งสองยังคงดำเนินผ่านบทสนทนาเบาหวิวและน้อยชิ้นราวกับหยดน้ำได้ชะล้างมันให้หายไปหมดแล้ว แต่ในระหว่างบรรทัดของสิ่งที่ผมได้รับกลับมาจากพวกเขาคือคนทั้งคู่ยังคงมีเยื้อใยในความรู้สึกอยู่ ผู้ชายที่แคร์จนปิดปากเงียบกริบไม่ขัดขืนต่อการจากไปของภรรยา และผู้หญิงเอาแต่ใจที่รู้สึกมากมายและขี้เกรงใจจนปฏิเสธทุกความหวังดีของสามี ฝนในภาพยนตร์ตกอย่างไม่รู้จักอาย ไม่นานนักถนนข้างนอกก็ถูกปิดและกลบทับตัดขาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกักขังคนรักทั้งคู่ให้อยู่ในบ้านหลังเดิมที่หล่อเลี้ยงความรักและขับเคลื่อนคนทั้ง 2 มาโดยตลอด ไปไหนจากกันไม่ได้ ออกจากชีวิตกันไปไม่ได้ ไม่นานนักเมื่อฝุ่นที่จับสิ่งของต่างๆ เริ่มปลิวหล่นตกลงพื้น คำถามของคนทั้งคู่ที่ถูกส่งออกมาผ่านสายใยตลอดการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็เกิดขึ้น คำถามที่อาจตอบด้วยการโอบกอดอย่างเห็นแก่ตัวสักครั้ง การเหนี่ยวรั้งและถามย้ำตัวเองหลังไม่เคยกล่าวถามมาเนิ่นนานแล้วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไปไหน คำถามที่ควรถามกันตั้งแต่ต้นเรื่องที่อาจยังอบอุ่นและมีความหมายอยู่ในถ้อยคำอยู่ด้วยซ้ำ คำถามว่า... เรายังรักกันอยู่ไหม?
ผมปิดหนังเมื่อใกล้จบเรื่อง แล้วผลอยหลับไปกับเสียงฝน หรือบางครั้งคนเราก็ไม่พร้อมจะรับรู้บทต่อไปก่อนเริ่มหรือเลิกรัก ไม่พยายามทำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเรารักมากแค่ไหน หรือผมจะคิดมากเกินไปจริงๆ ขอเวลาผมให้คำตอบต่อสักหนึ่งฝัน

ครึ่งปี 2555 เดินทางมากล่าวทักทายเราแล้ว เวลายังคงเดินไปข้างหน้าเหมือนไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยคิดที่จะหยุดพัก แม้ว่าเวลาช่างเดินนี้จะนำพาทุกอย่างเข้ามาและหลายอย่างออกไป วันนี้ได้มีโอกาสหยิบหนังแผ่นค้างชั้นขึ้นมาดู ไม่รู้ว่าด้วยอยู่บนสุดหรือด้วยอารมณ์ฟ้าโปรยฝนที่กระตุ้นให้เราอยากหยิบภาพยนตร์เกาหลีอย่าง Come Rain Come Shine (เรายังรักกันอยู่ไหม?) ขึ้นมาเล่นในเครื่องเล่น DVD ในคืนเงียบๆ เช่นในคืนนี้
ในหนังกล่าวถึงชีวิตคู่ของตัวเอกทั้งสอง ที่เดินมาถึงการแยกทาง เธอเก็บของส่วนตัวและต้องการจะย้ายออกไปจากบ้านที่ทั้งสองแต่งงานและอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ทราบว่าเป็นเพราะบทหรือนั่นคือเรื่องจริงของมนุษย์ เธอและเขามีมิติทางความคิดที่ลีกและมากกันทั้งคู่แต่กลับมีบทสนทนาระหว่างกันน้อยนิด น้อยจนไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อความดราม่าออกมาแล้วใช้เทคนิคแช่ภาพปนบทพูดที่หลุดมาจากปากของตัวละครอย่างเชื่องช้าและดูน่าอึดอัด ทั้งคู่พูดจากันระหว่างที่เธอกำลังเก็บผสมความรู้สึกและของใช้ส่วนตัวแพ็คลงใส่กระเป๋า และเขาก็สุภาพพอจะยินดีช่วยเหลือให้เธอได้รับความสะดวกสบายที่สุดในการเดินจากไป...
ประเด็นของเรื่องที่ผมรับรู้และเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาก็คือตัวพระเอก ผู้ชายที่ครุ่นคิดในหัวมากมาย และดูจะเข้าใจทุกสรรพสิ่งรวมไปถึงเข้าใจเธอ สิ่งเหล่านี้ซึมผ่านออกมาเป็นบุคลิกที่เงียบงัน ใจเย็น บางครั้งก็เหมือนไร้ความรู้สึก และดูคาดเดาความคิดได้ยากลำบาก ชั่วขณะหนึ่งผมก็หวนนึกถึงตัวเองว่าผมมีมิติเหล่านั้นอยู่บ้างหรือไม่? คำตอบก็คือส่วนใหญ่ในสิ่งที่เขาเป็นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากผมหรืออีกหลายคนที่เข้าใจและพร้อมเข้าใจทุกความเป็นไปของชีวิต พร้อมเข้าใจและคิดอะไรมากมายในหัวจนหลายครั้งมันอาจสะท้อนออกมาเป็นความน่าเบื่อ จืดชืด และไร้อารมณ์ขัน
นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลและตื่นกลัวให้กับใครบางคนที่มีก้อนความคิดมากมายไหลอยู่ในหัวอย่างผมในคืนนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ชอบ แต่บ่อยครั้งที่มันเป็นตัวตน และเป็นบทเริ่มต้นของคำถามมากมายเช่นว่า ทำไมคนเราเดี๋ยวนี้คิดกันน้อยเกินไป? การคิดมากมายในหัวสร้างภาพความน่าเคลือบแคลงให้คนรอบข้างมากขนาดไหน? หรือแม้แต่เราคิดมากเกินไปจริงๆ ใช่ไหม? มีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ผมและผู้คนยังคงเคยชินกับมัน หลายครั้งที่สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดอย่างน่าสงสาร แต่บางครั้งก็เป็นสุข ผมและเพื่อนนักเขียน นักดนตรี รวมถึงศิลปินหลายคนเคยสรุปอาการร่วมกันในวงสุราว่า “มันก็แค่อาการคิดที่ใช้กลบความจริงของภาวะระบบรู้สึกสัมผัส (Sensitivity) ทำงานได้เร็วเกินไป” ฟังดูยาก แต่มันก็แค่การที่หลายๆ ครั้ง เราตอบสนองต่อความรู้สึกได้ดิ่งลึกและรวดเร็วมากเกินไปจนไม่ผ่านมันสมอง เราจึงพยายามคิด คิดให้เยอะๆ เพื่อจะหาที่มาและเหตุผลให้ความรู้สึกตอบสนองเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นคนมีตรรกกะแปลกประหลาดต่อหน้าผู้อื่น คนที่ชอบหลับตาฟังเสียงฝนกระทบดินและลมวูบลูบไล้ใบไม้ขยับพริ้วไม่อยากเป็นคนบ้าในสังคมที่คนพยายามไม่มองอะไรเล็กๆ เหล่านั้น
ระหว่างการเก็บของของสาวน้อยและการเคลื่อนไหวช่วยเหลือให้เธอได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดของเขา คนทั้งคู่ได้จมลงสู่ความทรงจำที่ต่างคนต่างเคยได้ประสบพบเจอร่วมกันมา หนังสือเล่มเก่าเล่มแล้วเล่มเล่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำเขียนไว้อย่างละเอียดเหนือชั้นกว่าเนื้อหาสาระในนั้น ข้าวของเครื่องใช้ที่แม้ว่างเปล่ารอการยัดลงในกล่องพร้อมเดินทางแต่กลับหนักอึ้งด้วยความรู้สึกและเรื่องราวมากมายบรรจุอยู่ล้นกล่อง ไม่เคยหล่นหายไปไหน เพียงแต่เขาและเธอไม่เคยใช้เวลาร่วมกันนานขนาดนี้เพียงเพื่อแกะเปลือกแห่งความเคยชินแล้วหยิบความทรงจำทุกชิ้นขึ้นมาอวดกัน
ฝนยังคงตกโปรยเม็ดเหยียดหยามสายฝนในฉากหลังเรื่อยเงียบ ความน่าอึดอัดระหว่างคนช่างคิดช่างรู้สึกทั้งสองยังคงดำเนินผ่านบทสนทนาเบาหวิวและน้อยชิ้นราวกับหยดน้ำได้ชะล้างมันให้หายไปหมดแล้ว แต่ในระหว่างบรรทัดของสิ่งที่ผมได้รับกลับมาจากพวกเขาคือคนทั้งคู่ยังคงมีเยื้อใยในความรู้สึกอยู่ ผู้ชายที่แคร์จนปิดปากเงียบกริบไม่ขัดขืนต่อการจากไปของภรรยา และผู้หญิงเอาแต่ใจที่รู้สึกมากมายและขี้เกรงใจจนปฏิเสธทุกความหวังดีของสามี ฝนในภาพยนตร์ตกอย่างไม่รู้จักอาย ไม่นานนักถนนข้างนอกก็ถูกปิดและกลบทับตัดขาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกักขังคนรักทั้งคู่ให้อยู่ในบ้านหลังเดิมที่หล่อเลี้ยงความรักและขับเคลื่อนคนทั้ง 2 มาโดยตลอด ไปไหนจากกันไม่ได้ ออกจากชีวิตกันไปไม่ได้ ไม่นานนักเมื่อฝุ่นที่จับสิ่งของต่างๆ เริ่มปลิวหล่นตกลงพื้น คำถามของคนทั้งคู่ที่ถูกส่งออกมาผ่านสายใยตลอดการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็เกิดขึ้น คำถามที่อาจตอบด้วยการโอบกอดอย่างเห็นแก่ตัวสักครั้ง การเหนี่ยวรั้งและถามย้ำตัวเองหลังไม่เคยกล่าวถามมาเนิ่นนานแล้วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไปไหน คำถามที่ควรถามกันตั้งแต่ต้นเรื่องที่อาจยังอบอุ่นและมีความหมายอยู่ในถ้อยคำอยู่ด้วยซ้ำ คำถามว่า... เรายังรักกันอยู่ไหม?
ผมปิดหนังเมื่อใกล้จบเรื่อง แล้วผลอยหลับไปกับเสียงฝน หรือบางครั้งคนเราก็ไม่พร้อมจะรับรู้บทต่อไปก่อนเริ่มหรือเลิกรัก ไม่พยายามทำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเรารักมากแค่ไหน หรือผมจะคิดมากเกินไปจริงๆ ขอเวลาผมให้คำตอบต่อสักหนึ่งฝัน
24 May 2012
-: Space และบางแง่มุมของชาตรี :-
“เขาพบว่าเมื่อคนเราถูกจำกัดอยู่ในกฏกรอบใดๆ มากเกินไป ก็จะเผยธาตุแท้แห่งมนุษย์ออกมา”
ชาตรีกำลังนั่งเขย่าขาตามจังหวะดับเบิ้ลเบสอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สองหูถูกเสียบคาไว้ด้วยเครื่อง Mp3 ที่กำลังส่งเสียงเพลงจังหวะนุ่มไพเราะอย่าง Dream a little Dream of me ของ Nat King Cole นักร้อง นักเปียโนแจ๊สชาวอเมริกัน พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว ผู้คนที่เดินผ่านหลังเขาเริ่มน้อยลงทุกทีๆ จนสักพักก็เหลือเพียงถนนว่างเปล่า เขายังคงปล่อยสายตาเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล
ท่ามกลางสังคมที่หมุนเร็วจนน่าเวียนหัว ผู้คนต่างเร่งรีบ แย่งกันกิน แย่งกันเดิน แย่งกันหายใจเช่นนี้ การนั่งปล่อยอารมณ์โดยไม่แคร์สายตาใครอย่างที่ชาตรีทำ อาจสร้างความสงสัยและรำคาญใจให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้นได้ไม่น้อย ทั้งๆ ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนกลับต้องการเพียงมุมสงบเล็กๆ ให้ตัวเองได้ตื่นขึ้นมาแล้วมีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีเสื้อผ้าใส่ มียารักษาโรค และที่สำคัญคือมีความสุขใจเพียงแค่นั้นไม่ใช่หรือ? แล้วชาตรีผิดตรงไหน ถ้าต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ หลังวันทำงานอันหนักหน่วง?
Space - ในความหมายเชิงปัจเจกบุคคล
ตัวตน (Self) และอัตลักษณ์ (Identity) เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันและมีความสัมพันธ์กับวิชาหลากหลายแขนงทางสังคมศาสตร์ ทั้ง สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา และปรัชญา โดยซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ผู้คิดค้นแนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มิได้เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลดังเช่นที่พวกเขาเชื่อหรืออยากเป็น หากแต่ความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังแห่งจิตไร้สำนึกที่ซ่อนเร้นและหลุดรอดจากความเข้าใจของมนุษย์ตลอดมา
เขาพบว่าเมื่อคนเราถูกจำกัดอยู่ในกฏกรอบใดๆ มากเกินไป ก็จะเผยธาตุแท้แห่งมนุษย์ออกมาผ่านการกระทำ ความคิด ความเชื่อ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตน ซึ่งจะถูกกำหนดให้แสดงออกโดยจิตไร้สำนึก (unconscious), แรงขับ (driver) และความปรารถนา (desire)
และอันที่จริงแล้วการแสดงออกของมนุษย์เมื่อสูญเสียพื้นที่ส่วนตัวให้แก่พื้นที่สาธารณะมากเกินไป จะไม่ใช่เพียงการนั่งติสต์แตกห้อยขาอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนชาตรีทำแต่เพียงอย่างเดียว เพราะตามเงื่อนไขของฟรอยด์นั้น มนุษย์จะมีกลไกที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันพื้นที่ส่วนตัวของตนเองที่เรียกว่า ‘Ego Defense Mechanism’ ซึ่งประกอบไปด้วย
- การไม่ตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่ง (Ambivalence) เป็นสภาวะที่ Ego ไม่ตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่งให้เด็ดขาดลงไป แต่จะตกอยู่ในสภาวะสองจิตสองใจ
- ปฏิกิริยาการหลบหนี (Avoidance) เป็นปฏิกิริยาการหลบหนีจากวัตถุ ผู้คน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเจ็บปวด เนื่องจากต้องข่มความรู้สึกที่พลังทางเพศและความก้าวร้าวอันแฝงอยู่ในจิตไร้สำนึกถูกกระตุ้นให้สำแดงความปรารถนาออกมา
- การหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง (Fixation) เป็นสภาวะที่หยุดอยู่กับที่ไม่ยอมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเพราะประสบการณ์อันเจ็บปวด (Trauma) เช่น ชาตรีที่เคยสูญเสียพ่อแม่ก็จะไม่สร้างความรักกับใครอีกเลยแม้แต่พอลล่า เทเลอร์ หากจะเกาะยึดอยู่กับความรู้สึกสูญเสียที่เกิดขึ้น
- การเลียนแบบ (Identification) คือการปรับตัวโดยการเลียนแบบบุคคล หรือสิ่งของที่ตนชื่นชอบ โดยการพยายามปรับเปลี่ยนด้วยความรู้สึกทางจิตใจ มิใช่เพียงพฤติกรรมเท่านั้น เช่นการที่ชาตรีแสดงพฤติกรรมให้เหมือนกับชาลี (ใคร?) ซึ่งอาจเป็นดารา นักแสดงหรือตัวละครต่างๆ
- การป้ายความผิดให้ผู้อื่น (Project) คือการลดความวิตกกังวล โดยการโยนหรือป้ายความผิดไปให้กับผู้อื่น
- การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริง (Reaction Formation) คือการที่แสดงออกในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนรู้สึก เพราะคิดว่าสังคมอาจยอมรับไม่ได้
- การเก็บกด (Repression) เป็นการเก็บความรู้สึกผิด ความคับข้องใจเอาไว้ในจิตใต้สำนึกจนกระทั่งลืม ซึ่งการเก็บกดนี้หากต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้มากอาจทำให้เป็นโรคประสาทได้
- การขจัดความรู้สึก (Supersession) มีลักษณะคล้ายกับ Repression แต่เป็นกระบวนการขจัดความรู้สึกดังกล่าวออกไปจากความคิด และเป็นกระบวนการที่เกิดอย่างที่ผู้กระทำมีความรู้ตัวและตั้งใจ ในขณะที่ Repression นั้นไม่รู้ตัว
- การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) คือการหาเหตุผล หาคำอธิบาย มาอ้างอิง มาประกอบการกระทำของตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น
- การชดเชยหรือการทดแทน (Substitution/Compensation) การชดเชยหรือการทดแทนด้วยการหาทางออก ในอันที่จะแสดงความต้องการของตน เช่น ชาตรีต้องการระบายความก้าวร้าวก็หันไปเล่นกีฬาทดแทน หรือวิพากษ์วิจารณ์ศิลปะ เป็นการชดเชยในสิ่งที่สังคมยอมรับได้
- การถดถอย (Regression) คือการหนีกลับไปอยู่กับสภาพอดีตที่ตนเคยมีความสุข เช่น ผู้ใหญ่เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดก็แสดงอาการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
- การสร้างวิมานในอากาศ หรือการฝันกลางวัน (Fantasy / Day Dreaming) คือการคิดฝัน หรือสร้างวิมานขึ้นเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สามารถเป็นจริงได้
- การแยกตัว (Isolation) คือการแยกตัวให้พ้นจากสถานการณ์ที่นำความคับข้องใจมาให้ โดยการแยกตนออกไปอยู่ตามลำพัง
- การหาสิ่งที่มาแทนที่ (Displacement) คือ การระบายอารมณ์โกรธ หรือคับข้องใจต่อคนหรือสิ่งของที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของความคับข้องใจ
ผลลัพธ์ของการมีขอบเขต Space ในเผ่าพันธุ์มนุษย์
ในบทความเรื่องย้อนรอยมวลหมู่มนุษยชาติของเจมส์ ชรีฟ ได้เผยให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษมนุษย์ไม่กี่ร้อยคนมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่แอฟริกา ก่อนที่จะเดินทางมุ่งไปทางตะวันออกเมื่อราว 200,000 ปีที่แล้ว และการแยกย้ายไปยังทวีปต่างๆ นี้เอง ที่ทำให้มนุษย์มีรูปร่างหน้าตาและเชื้อชาติใหม่ๆ เกิดขึ้น จนจบลงด้วยจำนวนประชากรบนพื้นโลกราว 7,000 ล้านคนในปัจจุบัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเดินทางออกจากแอฟริกาของบรรพบุรุษ มาจากการขาดซึ่ง Space ส่วนตัวเมื่อจำนวนของประชากรต่อพื้นที่เริ่มหนาแน่นขึ้น เช่นเดียวกับการย้ายที่อยู่อาศัยของคนกรุงเทพฯ จากเมืองหลวงไปสู่หัวเมืองใหญ่ที่ยังพอมีสาธารณูประโภคให้ใช้อย่างสบายมือและไม่ต้องไปรบรากับคนหมู่มาก อย่าง เชียงใหม่ พัทยา รวมไปถึงหัวหิน เหมือนที่ชาตรีเคยเอ่ยปากกับผมอยู่ครั้งหนึ่ง “เฮ้ย! กูอยากจะไปใช้บั้นปลายชีวิตที่เชียงใหม่ว่ะ” ก่อนที่ผมจะสวนกลับไปว่า “เขาไม่ต้อนรับมึงหรอก” แต่ห้ามชาตรีอย่างไรก็คงยาก เพราะตามแผนที่การเดินทางของมนุษย์ได้บอกแก่เราว่า การย้ายถิ่นฐานเพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนตัวให้ตนเองจะยังคงมีอยู่ตลอดไปตราบใดที่มนุษย์ยังไม่ได้เป็นสัตว์สังคม
การอพยพจาก Private Space สู่ Public Space
จากข้อมูลเหล่านี้ได้ช่วยไขข้อข้องใจให้ชาตรีได้ไม่น้อย เพราะใครหลายคนรวมถึงเขาคงเคยสงสัยอยู่ว่า ถ้ามนุษย์ต้องการพื้นที่ส่วนตัวจริง แล้วทำไมสังคมในรูปแบบ Public Space อย่าง Hi5, mySpace รวมไปถึง Facebook ของหนุ่มมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับเสียงตอบรับอันล้นหลาม แม้แต่ชาตรีก็มีกับเขาไปด้วย
ซึ่งถ้าหากมองให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการอพยพของผู้คนจากโลกใบจริงไปสู่โลกเสมือน เพราะในปัจจุบันนี้โลกใบจริงเริ่มมีข้อจำกัดและริดรอนสิทธิการแสดงออกถึงเรื่องส่วนตัวมากขึ้น จนสร้างความรำคาญและความอึดอัดใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย แต่เมื่อข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์และวัฒนธรรมสมัยใหม่เริ่มบังคับไม่ให้ผู้คนโยกย้ายถิ่นฐานไปไหนต่อไหนตามใจแบบยิปปี้ การแพ๊กกระเป๋าแล้วเดินทางสู่โลกเสมือนจึงได้เริ่มต้นขึ้น
บทสรุป
เพราะความผิดเพี้ยนในจิตใจมนุษย์อาจเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ครั้งที่โลกได้พลิกเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม กฎระเบียบอันยุ่งเหยิงได้สร้างเงื่อนไขให้ชาตรีและมนุษย์เราแบกรับไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องทำงานก็ต้องตื่นแต่เช้า ต้องมีเงินก็ต้องขวนขวายทำงานหนัก ต้องทำงานหนักก็ต้องเหนื่อย และเมื่อต้องเหนื่อย ชาตรีก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ความสุข ขณะนี้ชาตรีกำลังนั่งเขย่าขาตามจังหวะดับเบิ้ลเบสอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปหมดทั้งดวงแล้ว ถนนเส้นเดิมที่ชาตรีนั่งยังคงว่างเปล่า
เขาลุกเดินไปสตาร์ทรถยนต์คันหรู แล้วเริ่มขับเข้าไปหาความวุ่นวายบนพื้นที่ส่วนรวมอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้… บ้ายบายชาตรี พรุ่งนี้เจอกัน!
บรรณานุกรม
1. เอมอร ลิ้มวัฒนา. พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ส่วนตัว และเรื่องตัวตนบนไซเบอร์สเปซ ใน บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. 2551.
2. ไชยันต์ ไชยพร. Post Modern Man คนกับโพสต์โมเดิร์น. สำนักพิมพ์ openbooks. 2552.
3. Fritjof Capra. The Turning Point: Science, Society, and the Rising Culture. Publisher: Bantam. 2527.
4. เจมส์ ชรีฟ (James Shreeve). ย้อนรอยมวลหมู่มนุษยชาติ ใน National Geographic ฉบับภาษาไทย. มีนาคม 2549.
เผยแพร่ครั้งแรกที่ - คอลัมน์ Crush Archive นิตยสาร Crush Magazine (พฤษภาคม 2552)
18 May 2012
-: ไม่ใช่เรื่องแปลก :-
18/05/2555
เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก...
มีอะไรหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของผมมาโดยตลอดการใช้ชีวิต คนเรามีอะไรบ้างที่เป็นนิสัยส่วนตัว อะไรบ้างไหมในตัวเขาที่คนในสังคมหรือคนรอบข้างไม่ยอมรับ มีใครบ้างไหมที่จะมาทำให้นิสัยส่วนตัวที่เขาอาจไม่ได้ชอบแต่ก็เป็นตัวเขาหายไป หรืออาจไม่หายแต่สามารถมองข้ามประเด็นกวนใจเหล่านั้นไปได้
มันไม่ได้ยากที่ใครบางคนนั้นจะเข้ามาทำให้เราได้รับความรู้สึกสบายใจลงตัว แต่ผมคิดว่ามันยากที่เราจะสามารถทำให้เขารู้สึกอย่างเดียวกันนี้กลับไปด้วยเช่นเดียวกัน... ความรักและความสัมพันธ์มันจึงเริ่มต้นขึ้น และมีปัญหากันอยู่ต่อไปในหลายๆ คู่ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ เชื่อสิว่าในอนาคตเทคโนโลยีก็ไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ดีขึ้นไปกว่ายุคหินเท่าไรนัก
เช่นนิสัยส่วนตัวสำคัญอันหนึ่งที่คล้ายกับตัวผม ซึ่งผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมชอบมันรึเปล่า? และมันมีปัญหาในการใช้ชีวิตมากน้อยแค่ไหน? เพียงแต่หลายครั้งที่ผมอยากจะนั่งพักอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนรัก แค่นั้นห้ามมากไปกว่านี้ และเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ในหูมีดนตรี ในมือมีปากกาและสมุดเล่มหนึ่งไว้คอยขีดเขียนและวาดเส้นเล่นโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและเพราะอะไร นั่นคือสิ่งที่นักจิตวิทยาผู้หนึ่งบอกกับผมว่า คนในลักษณะนี้เป็นคนที่ในส่วนลึกแล้วเพิกเฉยและรำคาญสังคม (นักจิตวิทยาผู้นั้นกล่าวว่าต่อต้านสังคม แต่ผมว่ามันดูรุนแรงไปกับจุดประสงค์ของคนอย่างผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่เป็นแบบนี้)
นั่นคือเราไม่ชอบและไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปร่วมวาทกรรมหรือกายกรรมตามธรรมเนียมที่ทุกคนดำเนินอยู่ เช่นผมเป็นคนรักประเทศไทยมาก อยากคิดและสร้างการพลิกเปลี่ยนสังคมให้เป็นไปได้ด้วยดีในบางประเด็นก็หลายครั้ง แต่ก็มองไม่เห็นว่าการเข้าแถวหน้าเสาธงจะมีผลอะไรกับลูกลิงลูกค่างที่ไม่ได้สำนึกในความเป็นชาติจากการยืนเหงื่อไหลหยอกเล่นกันอยู่ไม่กี่นาที หรือเช่นการที่ผมไม่เชื่อว่าระบบการศึกษาไทยที่เป็นอยู่จะสร้างบุคลากรคุณภาพต่อสังคม (เน้นว่าต่อสังคม) ให้เห็นได้มากเท่าไรนัก เพื่อนฝูงแวดล้อมของผมที่จบปริญญาดีๆ สุดท้ายตายไปกับทิฐิบางประการก็เยอะ เพื่อนที่ร่ำเรียนมาน้อยกลับเป็นพระที่ดี เป็นคนที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยสังคม หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีใจบุญก็มาก หรือการที่ทุกคนต้องไปยืนอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรูเลิศกลางเมือง แต่งตัวสวยงามตามระบบสังคมและตีตราคนใส่รองเท้าแตะผ้าเก่าขาด กางเกงม่อฮ่อม เสื้อขาวซีดย้วยที่ไปเดินอยู่กลางพารากอนว่าเป็นคนไร้สกุลอันน่าสมเพศ (ผมเคยแต่งตัวแบบนี้ไปที่พารากอนเพื่อการทดลองและถูกมองเช่นนี้จริงๆ)
ผมสรุปไปเพียงว่าการที่เราเพิกเฉยต่อสังคม (ทั้งๆ ที่บางครั้งก็จำเป็นต้องเข้าร่วม) เพียงเพื่อไม่ได้เห็นความจำเป็นและชื่นชมว่าการใช้ไม้บรรทัดแบบนั้นแบบนี้ที่เขาวัดกันไปกันมา มันจะเที่ยงธรรมและสร้างผลดีต่อโลก ผลก็คือกฏแห่งสังคมที่ใช้พิพากษากันจริงๆ อย่างกฏหมายกลับกลายแป็นเรื่องที่น่าขันสำหรับบางคนไปได้ คนเรามักพิพากษาคนอื่นอย่างรวดเร็วด้วยไม้บรรทัดที่สังคมสร้างขึ้น ใครพวกมากชนะศึก ใครพวกมีอำนาจฉลาดสุด และกลับกลายเป็นการสร้างสังคมช่างติของนักวิจารณ์แบบพวกมากลากไปก่อฟืนสุมไฟเผาแม่มดแบบที่เห็นกันอยู่ตามสังคมเสมือน (เดี๋ยวนี้คนเราขี้เกียจและรักการมีภาพลักษณ์กันขึ้นเยอะ) ผ่านช่องทาง Social Network ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้
หลายครั้งจึงไม่แปลกที่ผมปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมดลงเสียดื้อๆ แม้จะดูไร้เหตุผลสำหรับบางคน หรือการที่ผมอยากจะนั่งพักอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนรัก แค่นั้นห้ามมากไปกว่านี้ และเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ในหูมีดนตรี ในมือมีปากกาและสมุดเล่มหนึ่งไว้คอยขีดเขียนและวาดเส้นเล่นโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและเพราะอะไร
จริงๆแล้วผมและพวกเราอีกหลายคนแค่เบื่อการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากบางจำพวก ซึ่งมากเสียจนเดินชนไหล่กันได้นับไม่ถ้วน ความเห็นแก่ตัวที่ทุกวันนับเพิ่มทวีคูณขึ้น และกลับเชื่อเสียด้วยว่าเราอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงสังคมอันน่ากลัวนั้น
เพียงแต่เราไม่ขอพิพากษาใคร ไม่วัดมาตรฐาน หรือวิจารณ์ใคร แค่ในขณะที่ผมไม่อยากยุ่งกับสังคมเหล่านั้นเมื่อไร ขอผมมีพื้นที่ว่างเล็กๆ ไว้ให้นั่งทอดสายตาถอนใจ โลกส่วนตัวของผมที่ผมจะสามารถสบายใจและอยู่เงียบๆ ได้โดยไม่มีใครมาเหล่ตามองและตำหนิติโทษ โดยเฉพาะถ้ามีคนรักที่พร้อมจะเข้าใจในบางสภาวะนั้นให้ผมนั่งพิง และอ่านหนังสือ ฟังเพลง ขีดเขียนกันไปข้างๆ กันอย่างนั้น พอเบื่อตรงนั้นก็กระโดดไปเดินในพื้นที่สาธารณะกันใหม่ด้วยกัน
ผมว่าใครหลายๆ คน (ผมเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่รู้จักตัวเองดีพอ) ที่เป็นในลักษณะคล้ายกันแบบนี้ แม้นักจิตวิทยาผู้นั้นจะเรียกมันว่าอาการต่อต้านสังคม แต่ผมก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดเนื้อร้อนใจและรับปากว่าจะไม่ทำแบบนั้นแน่ เพราะไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ
เพราะฉะนั้นการมองโลกในบางแง่มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก...

เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก...
มีอะไรหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของผมมาโดยตลอดการใช้ชีวิต คนเรามีอะไรบ้างที่เป็นนิสัยส่วนตัว อะไรบ้างไหมในตัวเขาที่คนในสังคมหรือคนรอบข้างไม่ยอมรับ มีใครบ้างไหมที่จะมาทำให้นิสัยส่วนตัวที่เขาอาจไม่ได้ชอบแต่ก็เป็นตัวเขาหายไป หรืออาจไม่หายแต่สามารถมองข้ามประเด็นกวนใจเหล่านั้นไปได้
มันไม่ได้ยากที่ใครบางคนนั้นจะเข้ามาทำให้เราได้รับความรู้สึกสบายใจลงตัว แต่ผมคิดว่ามันยากที่เราจะสามารถทำให้เขารู้สึกอย่างเดียวกันนี้กลับไปด้วยเช่นเดียวกัน... ความรักและความสัมพันธ์มันจึงเริ่มต้นขึ้น และมีปัญหากันอยู่ต่อไปในหลายๆ คู่ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ เชื่อสิว่าในอนาคตเทคโนโลยีก็ไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ดีขึ้นไปกว่ายุคหินเท่าไรนัก
เช่นนิสัยส่วนตัวสำคัญอันหนึ่งที่คล้ายกับตัวผม ซึ่งผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมชอบมันรึเปล่า? และมันมีปัญหาในการใช้ชีวิตมากน้อยแค่ไหน? เพียงแต่หลายครั้งที่ผมอยากจะนั่งพักอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนรัก แค่นั้นห้ามมากไปกว่านี้ และเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ในหูมีดนตรี ในมือมีปากกาและสมุดเล่มหนึ่งไว้คอยขีดเขียนและวาดเส้นเล่นโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและเพราะอะไร นั่นคือสิ่งที่นักจิตวิทยาผู้หนึ่งบอกกับผมว่า คนในลักษณะนี้เป็นคนที่ในส่วนลึกแล้วเพิกเฉยและรำคาญสังคม (นักจิตวิทยาผู้นั้นกล่าวว่าต่อต้านสังคม แต่ผมว่ามันดูรุนแรงไปกับจุดประสงค์ของคนอย่างผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่เป็นแบบนี้)
นั่นคือเราไม่ชอบและไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปร่วมวาทกรรมหรือกายกรรมตามธรรมเนียมที่ทุกคนดำเนินอยู่ เช่นผมเป็นคนรักประเทศไทยมาก อยากคิดและสร้างการพลิกเปลี่ยนสังคมให้เป็นไปได้ด้วยดีในบางประเด็นก็หลายครั้ง แต่ก็มองไม่เห็นว่าการเข้าแถวหน้าเสาธงจะมีผลอะไรกับลูกลิงลูกค่างที่ไม่ได้สำนึกในความเป็นชาติจากการยืนเหงื่อไหลหยอกเล่นกันอยู่ไม่กี่นาที หรือเช่นการที่ผมไม่เชื่อว่าระบบการศึกษาไทยที่เป็นอยู่จะสร้างบุคลากรคุณภาพต่อสังคม (เน้นว่าต่อสังคม) ให้เห็นได้มากเท่าไรนัก เพื่อนฝูงแวดล้อมของผมที่จบปริญญาดีๆ สุดท้ายตายไปกับทิฐิบางประการก็เยอะ เพื่อนที่ร่ำเรียนมาน้อยกลับเป็นพระที่ดี เป็นคนที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยสังคม หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีใจบุญก็มาก หรือการที่ทุกคนต้องไปยืนอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรูเลิศกลางเมือง แต่งตัวสวยงามตามระบบสังคมและตีตราคนใส่รองเท้าแตะผ้าเก่าขาด กางเกงม่อฮ่อม เสื้อขาวซีดย้วยที่ไปเดินอยู่กลางพารากอนว่าเป็นคนไร้สกุลอันน่าสมเพศ (ผมเคยแต่งตัวแบบนี้ไปที่พารากอนเพื่อการทดลองและถูกมองเช่นนี้จริงๆ)
ผมสรุปไปเพียงว่าการที่เราเพิกเฉยต่อสังคม (ทั้งๆ ที่บางครั้งก็จำเป็นต้องเข้าร่วม) เพียงเพื่อไม่ได้เห็นความจำเป็นและชื่นชมว่าการใช้ไม้บรรทัดแบบนั้นแบบนี้ที่เขาวัดกันไปกันมา มันจะเที่ยงธรรมและสร้างผลดีต่อโลก ผลก็คือกฏแห่งสังคมที่ใช้พิพากษากันจริงๆ อย่างกฏหมายกลับกลายแป็นเรื่องที่น่าขันสำหรับบางคนไปได้ คนเรามักพิพากษาคนอื่นอย่างรวดเร็วด้วยไม้บรรทัดที่สังคมสร้างขึ้น ใครพวกมากชนะศึก ใครพวกมีอำนาจฉลาดสุด และกลับกลายเป็นการสร้างสังคมช่างติของนักวิจารณ์แบบพวกมากลากไปก่อฟืนสุมไฟเผาแม่มดแบบที่เห็นกันอยู่ตามสังคมเสมือน (เดี๋ยวนี้คนเราขี้เกียจและรักการมีภาพลักษณ์กันขึ้นเยอะ) ผ่านช่องทาง Social Network ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้
หลายครั้งจึงไม่แปลกที่ผมปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมดลงเสียดื้อๆ แม้จะดูไร้เหตุผลสำหรับบางคน หรือการที่ผมอยากจะนั่งพักอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนรัก แค่นั้นห้ามมากไปกว่านี้ และเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ในหูมีดนตรี ในมือมีปากกาและสมุดเล่มหนึ่งไว้คอยขีดเขียนและวาดเส้นเล่นโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและเพราะอะไร
จริงๆแล้วผมและพวกเราอีกหลายคนแค่เบื่อการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากบางจำพวก ซึ่งมากเสียจนเดินชนไหล่กันได้นับไม่ถ้วน ความเห็นแก่ตัวที่ทุกวันนับเพิ่มทวีคูณขึ้น และกลับเชื่อเสียด้วยว่าเราอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงสังคมอันน่ากลัวนั้น
เพียงแต่เราไม่ขอพิพากษาใคร ไม่วัดมาตรฐาน หรือวิจารณ์ใคร แค่ในขณะที่ผมไม่อยากยุ่งกับสังคมเหล่านั้นเมื่อไร ขอผมมีพื้นที่ว่างเล็กๆ ไว้ให้นั่งทอดสายตาถอนใจ โลกส่วนตัวของผมที่ผมจะสามารถสบายใจและอยู่เงียบๆ ได้โดยไม่มีใครมาเหล่ตามองและตำหนิติโทษ โดยเฉพาะถ้ามีคนรักที่พร้อมจะเข้าใจในบางสภาวะนั้นให้ผมนั่งพิง และอ่านหนังสือ ฟังเพลง ขีดเขียนกันไปข้างๆ กันอย่างนั้น พอเบื่อตรงนั้นก็กระโดดไปเดินในพื้นที่สาธารณะกันใหม่ด้วยกัน
ผมว่าใครหลายๆ คน (ผมเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่รู้จักตัวเองดีพอ) ที่เป็นในลักษณะคล้ายกันแบบนี้ แม้นักจิตวิทยาผู้นั้นจะเรียกมันว่าอาการต่อต้านสังคม แต่ผมก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดเนื้อร้อนใจและรับปากว่าจะไม่ทำแบบนั้นแน่ เพราะไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ
เพราะฉะนั้นการมองโลกในบางแง่มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก...
14 May 2012
-: ความว่างเปล่า :-
22/09/2009
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต
อย่างมากที่สุดก็คงเพียงการใช้ชีวิตเพื่อทำให้ชีวิตอยู่รอด อย่างที่คนโบราณท่านคิดได้ว่า คนเราต้องการเพียงปัจจัย 4ในการดำรงชีวิตเท่านั้น
เพราะความว่าง มนุษย์เราจึงพยายามหาอะไรทำให้ตัวเองไม่ว่าง แต่การใช้ชีวิตตอบสนองต่อปัจจัย 4 ไม่ได้ทำให้อนาคตของชาติดีขึ้น ไม่ได้ทำให้เหล็กบินได้สูญพันธุ์ ไม่ได้ทำให้โลกใบนี้หมุนเร็วขึ้น... คนเราจึงได้เริ่มขยับตัวเพื่อการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก เพื่อที่วันๆ หนึ่งจะได้ไม่ว่างเกินไปนัก โดยเฉพาะสิ่งหนึ่งคือการสร้างระบบสังคมที่กำลังวางตัวยุ่งเหยิงอยู่อย่างปัจจุบัน หลายคนหาทางออกด้วยการสร้างความเจริญ และเทคโนโลยี บางคนรักที่จะสร้างเสียงดนตรี ตัวหนังสือ หรือศิลปะ
คนที่ว่างไม่ได้ทำให้โลกหมุนช้าลง
คนที่ขยับไม่ได้ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น
แต่เพียงเพราะคนเราพยายามทำให้ตัวเองได้มีอะไรทำ นอกเหนือจากการนั่งว่างๆ
ไร้สาระ ไม่ใช่ไม่มีสาระ...
ความไร้สาระของ 2 พี่น้องตระกูลไรท์ในสายตาคนในยุคหนึ่ง ก่อให้เกิดยานพาหนะที่บินได้
ความไร้สาระของอัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์พลิกหน้าประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์โลก
ความไร้สาระของดาไลลามะ สร้างความสงบ และสันติภาพให้กับโลก
ความไร้สาระของปิกัสโซ่ ส่งอิทธิพลอย่างรุนแรงต่องานศิลปะในยุคศตวรรษที่ 20
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต
และมนุษย์ถูกหลอกให้เชื่อว่า "เงิน" คือสิ่งสำคัญสูงที่สุดจนคำว่า "เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้" เริ่มจะกลายเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนัก... มนุษย์ใช้ชีวิตเพื่อกอบโกยเงินทองเข้าตัว จนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายในสังคมมนุษย์ อย่างน้อยก็ความวุ่นวายในชีวิตของพวกเขา... โดยอาจจะลืมไปว่าเมื่อพวกเขาตาย (ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการรอคอยที่ยาวนานนัก) เมื่อวันนั้นมาถึง เงินที่แสนมีค่าของเขาจะมีค่าพอที่จะจ่ายให้หัวใจกระตุกเต้นขึ้นได้อีกครั้งหรือไม่
มนุษย์มีความสามารถที่จะเลือกใช้ความว่างของชีวิตตามสิ่งที่พวกเขาเชิ่อ ภายใต้สังคมยียวนกวนประสาท ที่ตัดสินชี้ขาดทุกสิ่งด้วยเงิน
อำนาจเงินที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบดุลกับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
ความเจริญที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบขนาดกับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
มาตรฐานที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบค่ากับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
วัฒนธรรม และความคิดที่เรากำลังจะเออออไปตามชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
ด้วยหน่วยวัดความเจริญ และบรรทัดฐานที่พวกเราไม่ได้สร้างขึ้นเองเลยแม้แต่นิดเดียว...
แม้ใครหลายคนจะไม่เชื่อแบบนั้น
มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอะไรมากไปกว่าปัจจัย 4 ใครหลายคนเถียง แต่ผมเชื่ออย่างนั้น น่าเสียดายที่ความเชื่อนี้ไม่สามารถถูกโน้มน้าวให้เชื่อได้มากนักในสังคมปัจจุบัน เพราะปัจจัย 4 ทุกอย่างก็ถูกมนุษย์ตั้งราคาด้วยเงินไว้หมดแล้ว
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต
ใช้ชีวิตอยู่ในความว่างนี้ให้ลงตัว มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องขยับทุกวัน พักบ้างก็ได้
ใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุข ก่อนที่จะต้องปล่อยโลกใบนี้ให้คนรุ่นหลังรับช่วงความว่างนี้ต่อไป...

ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต
อย่างมากที่สุดก็คงเพียงการใช้ชีวิตเพื่อทำให้ชีวิตอยู่รอด อย่างที่คนโบราณท่านคิดได้ว่า คนเราต้องการเพียงปัจจัย 4ในการดำรงชีวิตเท่านั้น
เพราะความว่าง มนุษย์เราจึงพยายามหาอะไรทำให้ตัวเองไม่ว่าง แต่การใช้ชีวิตตอบสนองต่อปัจจัย 4 ไม่ได้ทำให้อนาคตของชาติดีขึ้น ไม่ได้ทำให้เหล็กบินได้สูญพันธุ์ ไม่ได้ทำให้โลกใบนี้หมุนเร็วขึ้น... คนเราจึงได้เริ่มขยับตัวเพื่อการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก เพื่อที่วันๆ หนึ่งจะได้ไม่ว่างเกินไปนัก โดยเฉพาะสิ่งหนึ่งคือการสร้างระบบสังคมที่กำลังวางตัวยุ่งเหยิงอยู่อย่างปัจจุบัน หลายคนหาทางออกด้วยการสร้างความเจริญ และเทคโนโลยี บางคนรักที่จะสร้างเสียงดนตรี ตัวหนังสือ หรือศิลปะ
คนที่ว่างไม่ได้ทำให้โลกหมุนช้าลง
คนที่ขยับไม่ได้ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น
แต่เพียงเพราะคนเราพยายามทำให้ตัวเองได้มีอะไรทำ นอกเหนือจากการนั่งว่างๆ
ไร้สาระ ไม่ใช่ไม่มีสาระ...
ความไร้สาระของ 2 พี่น้องตระกูลไรท์ในสายตาคนในยุคหนึ่ง ก่อให้เกิดยานพาหนะที่บินได้
ความไร้สาระของอัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์พลิกหน้าประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์โลก
ความไร้สาระของดาไลลามะ สร้างความสงบ และสันติภาพให้กับโลก
ความไร้สาระของปิกัสโซ่ ส่งอิทธิพลอย่างรุนแรงต่องานศิลปะในยุคศตวรรษที่ 20
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต
และมนุษย์ถูกหลอกให้เชื่อว่า "เงิน" คือสิ่งสำคัญสูงที่สุดจนคำว่า "เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้" เริ่มจะกลายเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนัก... มนุษย์ใช้ชีวิตเพื่อกอบโกยเงินทองเข้าตัว จนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายในสังคมมนุษย์ อย่างน้อยก็ความวุ่นวายในชีวิตของพวกเขา... โดยอาจจะลืมไปว่าเมื่อพวกเขาตาย (ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการรอคอยที่ยาวนานนัก) เมื่อวันนั้นมาถึง เงินที่แสนมีค่าของเขาจะมีค่าพอที่จะจ่ายให้หัวใจกระตุกเต้นขึ้นได้อีกครั้งหรือไม่
มนุษย์มีความสามารถที่จะเลือกใช้ความว่างของชีวิตตามสิ่งที่พวกเขาเชิ่อ ภายใต้สังคมยียวนกวนประสาท ที่ตัดสินชี้ขาดทุกสิ่งด้วยเงิน
อำนาจเงินที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบดุลกับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
ความเจริญที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบขนาดกับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
มาตรฐานที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบค่ากับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
วัฒนธรรม และความคิดที่เรากำลังจะเออออไปตามชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว
ด้วยหน่วยวัดความเจริญ และบรรทัดฐานที่พวกเราไม่ได้สร้างขึ้นเองเลยแม้แต่นิดเดียว...
แม้ใครหลายคนจะไม่เชื่อแบบนั้น
มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอะไรมากไปกว่าปัจจัย 4 ใครหลายคนเถียง แต่ผมเชื่ออย่างนั้น น่าเสียดายที่ความเชื่อนี้ไม่สามารถถูกโน้มน้าวให้เชื่อได้มากนักในสังคมปัจจุบัน เพราะปัจจัย 4 ทุกอย่างก็ถูกมนุษย์ตั้งราคาด้วยเงินไว้หมดแล้ว
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต
ใช้ชีวิตอยู่ในความว่างนี้ให้ลงตัว มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องขยับทุกวัน พักบ้างก็ได้
ใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุข ก่อนที่จะต้องปล่อยโลกใบนี้ให้คนรุ่นหลังรับช่วงความว่างนี้ต่อไป...
2 May 2012
หัดเดิน
มีนาคม 2547
วันนี้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า... หากจะลองเทียบอายุของเรากับอายุของโลกทั้งใบ เราก็ยังคงเป็นเด็ก เด็กที่ยังไม่เคยได้ลองใช้ชีวิตมากมายนัก หรืออาจเคยได้ใช้แต่ก็ยังคงไม่เคยลองใช้ชีวิตเพื่อเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในการผลักดันความเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่กำลังพัฒนาผืนนี้ กำลัง... ฟังดูเหมือนเป็นการให้กำลังใจประเทศที่ยังไม่พัฒนา ว่าตอนนี้ประเทศของเรากำลัง... พยายามอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ต้องห่วง)
สังคมมนุษย์เรานี่ก็แปลก หากมองดูกิจกรรมระหว่างช่วงการเกิดถึงการตาย ความจริง... เราก็กำลังนั่งอยู่บนความไม่มีอะไรในชีวิต หากไม่มีงาน ไม่มีความต้องการที่จะใช้เงิน ไม่มีรัฐบาล ไม่มีกระทรวงกลาโหม ไม่มีธนาคารโลก ไม่มีประเทศไทย ไม่มีประเทศสหรัฐอเมริกา... ชีวิตของเราก็คงไม่มีอะไรนอกจากการทำให้ตัวเองมีชีวิต
ก็คงแปลกตรงที่ มันมีอะไรๆ สำหรับชีวิตอีกหลายชีวิต
วันหนึ่งหลังจากการเกริ่นกับหลายๆ มนุษย์รอบกายไว้ว่า ผมจะไม่มีอะไรอย่างนี้ซักระยะ หนึ่งเดือน, สามเดือน หรืออาจจะครึ่งปี ไม่ต้องรีบเดินเหมือนอย่างที่ใครๆ หลายคนกำลังรีบเดินกันอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ไม่ต้องหายใจเอากลิ่นความวุ่นวายมากมายเข้าสมอง ไม่ต้องทำตัวเป็นเฟืองที่ช่วยเข็นกลไกความเจริญของประเทศ
... ถึงไม่มีเฟืองตัวนี้ เศรษฐกิจโลกก็คงไม่ถึงคราวล่มสลาย
ใครๆ หลายคนรับฟังแล้วกล่าวเตือน โฆษณาตามสื่อโทรทัศน์และวิทยุมากมายกล่าวเตือน ผู้ใหญ่และมนุษย์รอบกายมากมายกล่าวเตือน... จะทำตัวว่างให้มันได้ประโยชน์อะไร? คนเราเกิดมามีชีวิตได้เพียง 20,000 กว่าวัน ชีชีวิตให้คุ้มหรือยัง?
ก็ในเมื่อความคุ้มยังไม่มีเครื่องตวงและมาตราช่างวัด การนอนหายใจรดที่นอนตัวเองทั้งชีวิตก็สามารถคุ้มได้เหมือนกัน หากใช้การตวงของบางมนุษย์... ถ้าหากประโยชน์คือเงิน... มันคงฟังดูน่ากลัวที่เราจะไม่ได้ประโยชน์เหล่านั้น ประโยชน์ซึ่งสังคมและหมู่มนุษย์ร่วมกระแสในเวลาเดียวกันเกือบทั้งระบบกำลังบูชาปัจจัยนี้อยู่
คงต้องมีความจำเป็นมากน้อย ที่เราต้องลุกขึ้นมาหัดเดินให้เหมือนหมู่มนุษย์ร่วมกระแส วันนี้ผมจึงจะเริ่มหัดเดิน ผมอาจยังเดินไม่ค่อยเก่งนักทั้งในตัวผมและสำหรับโลกภายนอก ระหว่างทางมีมนุษย์หลายคนกำลังเดินผ่านผมไปและแซงขึ้นหน้าไปหมดแล้ว ผมจึงหันหลังให้ แล้วออกเดินนำหน้าพวกเขาไปในอีกทิศทาง สักพักหันกลับไป ผมพบว่าผมนำเขามาไกลแล้ว...

วันนี้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า... หากจะลองเทียบอายุของเรากับอายุของโลกทั้งใบ เราก็ยังคงเป็นเด็ก เด็กที่ยังไม่เคยได้ลองใช้ชีวิตมากมายนัก หรืออาจเคยได้ใช้แต่ก็ยังคงไม่เคยลองใช้ชีวิตเพื่อเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในการผลักดันความเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่กำลังพัฒนาผืนนี้ กำลัง... ฟังดูเหมือนเป็นการให้กำลังใจประเทศที่ยังไม่พัฒนา ว่าตอนนี้ประเทศของเรากำลัง... พยายามอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ต้องห่วง)
สังคมมนุษย์เรานี่ก็แปลก หากมองดูกิจกรรมระหว่างช่วงการเกิดถึงการตาย ความจริง... เราก็กำลังนั่งอยู่บนความไม่มีอะไรในชีวิต หากไม่มีงาน ไม่มีความต้องการที่จะใช้เงิน ไม่มีรัฐบาล ไม่มีกระทรวงกลาโหม ไม่มีธนาคารโลก ไม่มีประเทศไทย ไม่มีประเทศสหรัฐอเมริกา... ชีวิตของเราก็คงไม่มีอะไรนอกจากการทำให้ตัวเองมีชีวิต
ก็คงแปลกตรงที่ มันมีอะไรๆ สำหรับชีวิตอีกหลายชีวิต
วันหนึ่งหลังจากการเกริ่นกับหลายๆ มนุษย์รอบกายไว้ว่า ผมจะไม่มีอะไรอย่างนี้ซักระยะ หนึ่งเดือน, สามเดือน หรืออาจจะครึ่งปี ไม่ต้องรีบเดินเหมือนอย่างที่ใครๆ หลายคนกำลังรีบเดินกันอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ไม่ต้องหายใจเอากลิ่นความวุ่นวายมากมายเข้าสมอง ไม่ต้องทำตัวเป็นเฟืองที่ช่วยเข็นกลไกความเจริญของประเทศ
... ถึงไม่มีเฟืองตัวนี้ เศรษฐกิจโลกก็คงไม่ถึงคราวล่มสลาย
ใครๆ หลายคนรับฟังแล้วกล่าวเตือน โฆษณาตามสื่อโทรทัศน์และวิทยุมากมายกล่าวเตือน ผู้ใหญ่และมนุษย์รอบกายมากมายกล่าวเตือน... จะทำตัวว่างให้มันได้ประโยชน์อะไร? คนเราเกิดมามีชีวิตได้เพียง 20,000 กว่าวัน ชีชีวิตให้คุ้มหรือยัง?
ก็ในเมื่อความคุ้มยังไม่มีเครื่องตวงและมาตราช่างวัด การนอนหายใจรดที่นอนตัวเองทั้งชีวิตก็สามารถคุ้มได้เหมือนกัน หากใช้การตวงของบางมนุษย์... ถ้าหากประโยชน์คือเงิน... มันคงฟังดูน่ากลัวที่เราจะไม่ได้ประโยชน์เหล่านั้น ประโยชน์ซึ่งสังคมและหมู่มนุษย์ร่วมกระแสในเวลาเดียวกันเกือบทั้งระบบกำลังบูชาปัจจัยนี้อยู่
คงต้องมีความจำเป็นมากน้อย ที่เราต้องลุกขึ้นมาหัดเดินให้เหมือนหมู่มนุษย์ร่วมกระแส วันนี้ผมจึงจะเริ่มหัดเดิน ผมอาจยังเดินไม่ค่อยเก่งนักทั้งในตัวผมและสำหรับโลกภายนอก ระหว่างทางมีมนุษย์หลายคนกำลังเดินผ่านผมไปและแซงขึ้นหน้าไปหมดแล้ว ผมจึงหันหลังให้ แล้วออกเดินนำหน้าพวกเขาไปในอีกทิศทาง สักพักหันกลับไป ผมพบว่าผมนำเขามาไกลแล้ว...
1 May 2012
ณ จุดเริ่มต้นของหนังสือ
เมษายน 2548
เช้าวันนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องและความว่างเปล่าของหัวสมอง เสียงจากปลายทางกล่าวซักถามผม 2 ถึง 3 คำถาม ผมกล่าวตอบ 2 ถึง 3 คำตอบ หลังจากวางหูไปได้ไม่นาน ผมรู้สึกว่าหัวอันว่างเปล่าของผมเริ่มถูกซุกด้วยก้อนความคิดมากมาย หัวใจของผมพองโตขึ้น พองโต... จนความรู้สึกของผมปิดมันไว้ไม่อยู่
ผมได้รับโอกาสและช่องทางดีๆ ลากไปยังชีวิตที่น่าจะมีความสุขในอนาคต เป็นเส้นทางสีขาวที่ดูสวยทั้งในยามหลับตาและลืมตา เส้นทางที่ผมเฝ้าฝันมานาน... เส้นทางที่ผมจะได้เริ่มต้นอาชีพนักเขียน และเผยงานเขียนที่ผมรักนั้นสักที
ผมสงสัยว่าทำไมผมถึงมีความสุขในงานเขียนอย่างนั้น?
ผมถูกเลี้ยงมาในครอบครัวนักอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน ทุกๆ ปี หนังสือในบ้านจะเพิ่มจำนวนขึ้นคล้ายการแบ่งตัวของอะมีบา ผมไม่รู้ว่าเปรียบเทียบเกินไปหรือเปล่า แต่ในสายตาของเด็กตัวเล็กๆ ในตอนนั้น ผมหลงเข้าใจไปจริงๆ ว่า หนังสือให้สามารถให้กำเนิดหนังสือกันเองได้
ภายหลังจากการเติบโตขึ้น เวลาทั้งวันของผมหมดไปกับการนั่งมองหนังสือในตู้กระจกใหญ่ ผมได้แต่เอียงคอมองซ้ายที ขวาที และรับรู้ในที่สุดว่า ภายใต้ตู้กระจกข้างหน้านี้มีโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลกองพะเนินกันอยู่ อะมีบาของผมกำลังนอนเกยกันอยู่ในนั้นนั่นเอง
“บุคลากรในประเทศของเรายังอ่านหนังสือกันน้อยมาก” ผมได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนี้มานานหลายปีแล้วจนบางครั้งผมรู้สึกคล้อยตาม เพื่อนร่วมประเทศของผมอ่านหนังสือกันน้อยเกินไปจริงๆ หรือเปล่า? ทั้งที่พวกเขามีโอกาสและไม่มีโอกาส บางครั้งผมอดเผลอคิดไม่ได้ว่าประเทศของเราจะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อคนหลายคนยังไม่สนใจที่จะเปิดประตูตู้กระจกหลังนั้น...
...ผมเลือกที่จะเชื่อว่า โลกของเราหมุนเร็วด้วยแรงมือแห่งเทคโนโลยีและถูกทำให้กลมกลึงสวยงาม สมส่วน คล้ายกับการปั้นเครื่องปั้นดินเผา ด้วยอีกมือของศิลปะ ผมเลือกที่จะเชื่อว่า ผมสามารถทำให้โลกสวยงาม กลมกลึง สมส่วนได้ และผมมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ ใครหลายคนเชื่อกันว่าดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกจะมีอยู่ดวงเดียว ที่คอยทำหน้าที่ทางธรรมชาติให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ดำเนินไปอย่างที่พวกเขารู้กัน
แต่ผมเลือกที่จะเชื่อว่า โลกมีดวงจันทร์พิเศษเพิ่มขึ้นอีก 2 ดวงที่ผมสามารถมองเห็นได้ คือดวงจันทร์เทคโนโลยี และดวงจันทร์ศิลปะ
มีขึ้น มีลง ตามแรงโน้มถ่วงของจิตใจ มีแรงดึงดูดระหว่างมวล... มนุษยชาติด้วยดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงนี้ มีเดือนเต็มดวง เดือนเสี้ยว และเดือนแรม คล้ายกับจะบอกว่ามนุษย์มีทั้งความสมบูรณ์ในทั้ง 2 ศาสตร์นี้ และไม่มี! มีความสุกสว่าง สกาวใส ในแต่ละวัน แต่ละช่วง แต่ละยุค แต่ละสมัย แตกต่างกัน แม้ว่าในช่วงนี้ดวงจันทร์ดวงที่ทำให้โลกหมุนแรงจะดูโดดเด่นและสุกสกาวมากกว่า... แต่ผมก็ยังเชื่อว่าดวงจันทร์อีกดวงที่ทำให้โลกกลมกลึงสวยงามก็ยังคงเผยแสงสว่างและทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดอยู่
ไม่มีวันทิ้งกัน ขาดกันไม่ได้...
ลึกลงไป ผมเลือกที่จะหลงไหลส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ศิลปะนั่นคือสะเก็ดดาวงานเขียนและงานวรรณกรรม ผมเลือกด้วยเหตุผลหนึ่งที่ว่า ผมขาดมันไม่ได้... อาจไม่ใช่เหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ผมเชื่อว่างานศิลปะทุกแขนงย่อมช่วยประโลมโลก เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลก
อะมีบาของผมทิ้งโลกนี้ไปไม่ได้!

เช้าวันนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องและความว่างเปล่าของหัวสมอง เสียงจากปลายทางกล่าวซักถามผม 2 ถึง 3 คำถาม ผมกล่าวตอบ 2 ถึง 3 คำตอบ หลังจากวางหูไปได้ไม่นาน ผมรู้สึกว่าหัวอันว่างเปล่าของผมเริ่มถูกซุกด้วยก้อนความคิดมากมาย หัวใจของผมพองโตขึ้น พองโต... จนความรู้สึกของผมปิดมันไว้ไม่อยู่
ผมได้รับโอกาสและช่องทางดีๆ ลากไปยังชีวิตที่น่าจะมีความสุขในอนาคต เป็นเส้นทางสีขาวที่ดูสวยทั้งในยามหลับตาและลืมตา เส้นทางที่ผมเฝ้าฝันมานาน... เส้นทางที่ผมจะได้เริ่มต้นอาชีพนักเขียน และเผยงานเขียนที่ผมรักนั้นสักที
ผมสงสัยว่าทำไมผมถึงมีความสุขในงานเขียนอย่างนั้น?
ผมถูกเลี้ยงมาในครอบครัวนักอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน ทุกๆ ปี หนังสือในบ้านจะเพิ่มจำนวนขึ้นคล้ายการแบ่งตัวของอะมีบา ผมไม่รู้ว่าเปรียบเทียบเกินไปหรือเปล่า แต่ในสายตาของเด็กตัวเล็กๆ ในตอนนั้น ผมหลงเข้าใจไปจริงๆ ว่า หนังสือให้สามารถให้กำเนิดหนังสือกันเองได้
ภายหลังจากการเติบโตขึ้น เวลาทั้งวันของผมหมดไปกับการนั่งมองหนังสือในตู้กระจกใหญ่ ผมได้แต่เอียงคอมองซ้ายที ขวาที และรับรู้ในที่สุดว่า ภายใต้ตู้กระจกข้างหน้านี้มีโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลกองพะเนินกันอยู่ อะมีบาของผมกำลังนอนเกยกันอยู่ในนั้นนั่นเอง
“บุคลากรในประเทศของเรายังอ่านหนังสือกันน้อยมาก” ผมได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนี้มานานหลายปีแล้วจนบางครั้งผมรู้สึกคล้อยตาม เพื่อนร่วมประเทศของผมอ่านหนังสือกันน้อยเกินไปจริงๆ หรือเปล่า? ทั้งที่พวกเขามีโอกาสและไม่มีโอกาส บางครั้งผมอดเผลอคิดไม่ได้ว่าประเทศของเราจะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อคนหลายคนยังไม่สนใจที่จะเปิดประตูตู้กระจกหลังนั้น...
...ผมเลือกที่จะเชื่อว่า โลกของเราหมุนเร็วด้วยแรงมือแห่งเทคโนโลยีและถูกทำให้กลมกลึงสวยงาม สมส่วน คล้ายกับการปั้นเครื่องปั้นดินเผา ด้วยอีกมือของศิลปะ ผมเลือกที่จะเชื่อว่า ผมสามารถทำให้โลกสวยงาม กลมกลึง สมส่วนได้ และผมมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ ใครหลายคนเชื่อกันว่าดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกจะมีอยู่ดวงเดียว ที่คอยทำหน้าที่ทางธรรมชาติให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ดำเนินไปอย่างที่พวกเขารู้กัน
แต่ผมเลือกที่จะเชื่อว่า โลกมีดวงจันทร์พิเศษเพิ่มขึ้นอีก 2 ดวงที่ผมสามารถมองเห็นได้ คือดวงจันทร์เทคโนโลยี และดวงจันทร์ศิลปะ
มีขึ้น มีลง ตามแรงโน้มถ่วงของจิตใจ มีแรงดึงดูดระหว่างมวล... มนุษยชาติด้วยดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงนี้ มีเดือนเต็มดวง เดือนเสี้ยว และเดือนแรม คล้ายกับจะบอกว่ามนุษย์มีทั้งความสมบูรณ์ในทั้ง 2 ศาสตร์นี้ และไม่มี! มีความสุกสว่าง สกาวใส ในแต่ละวัน แต่ละช่วง แต่ละยุค แต่ละสมัย แตกต่างกัน แม้ว่าในช่วงนี้ดวงจันทร์ดวงที่ทำให้โลกหมุนแรงจะดูโดดเด่นและสุกสกาวมากกว่า... แต่ผมก็ยังเชื่อว่าดวงจันทร์อีกดวงที่ทำให้โลกกลมกลึงสวยงามก็ยังคงเผยแสงสว่างและทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดอยู่
ไม่มีวันทิ้งกัน ขาดกันไม่ได้...
ลึกลงไป ผมเลือกที่จะหลงไหลส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ศิลปะนั่นคือสะเก็ดดาวงานเขียนและงานวรรณกรรม ผมเลือกด้วยเหตุผลหนึ่งที่ว่า ผมขาดมันไม่ได้... อาจไม่ใช่เหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ผมเชื่อว่างานศิลปะทุกแขนงย่อมช่วยประโลมโลก เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลก
อะมีบาของผมทิ้งโลกนี้ไปไม่ได้!
Subscribe to:
Posts (Atom)