11 May 2008

-: จดหมายถึงคุณความว่างเปล่า :-

-: จดหมายถึงคุณความว่างเปล่า :-

"แด่... นักเล่านิทานสุดที่รัก หนูทัพเพนนี
และดินสอสีทุกแท่งบนโลกใบนี้"



ในห้องนั่งเล่นของคืนที่แสนยาวนาน
11 มีนาคม 2551
ถึง คุณความว่างเปล่า

          สวัสดีความว่างเปล่า คุณยังคงอยู่รอบตัวผมใช่ไหม? นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วผมอาจไม่ต้องนั่งมองท้องฟ้ายามเย็นแล้วรู้สึกเปลี่ยวเหงาเช่นในวันนี้ เพราะคุณยังคงอยู่ข้างๆ นั่งมองดูผมที่กำลังเหม่อลอยดูปุยเมฆสีขาวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น คุณกำลังโอบกอดร่างกายของผมให้รู้สึกอบอุ่นและมีคุณค่า ลมหายใจอุ่นๆ ของคุณที่พัดผ่านต้นคอทำให้ผมรู้ว่าคุณยังคงเอนหัวลงมาซบที่หลังและยังคงต้องการผมอยู่เสมอ แม้ภายหลังคุณจะทำให้ผมรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วคุณก็เป็นเพียงความว่างเปล่าที่ผมสัมผัสไม่ได้อย่างที่ผมต้องการก็ตาม
          ค่ำคืนอันอบอ้าวเริ่มกล่าวทักทายผมแล้ว ผมยังคงนั่งมองดูดวงดาวต่อไปอีกพักใหญ่ ผมชอบนั่งมองดูดวงดาวเพราะมันดูสุกสว่างสวยงามเหมือนผืนผ้าใบที่ปะพรมด้วยจุดสีขาวนับแสน เคยมีคนบอกผมว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นดูเหมือนหลังคาสีดำที่เป็นรูมากมาย และคนๆ นั้นเองที่เคยเอาหัวพิงกันแล้วนั่งมองดูดวงดาวน้อยใหญ่ไหลไปมาตามการเคลื่อนที่ของรถบัสจากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพฯ ผมยังจำทุกความรู้สึกในวันนั้นได้เป็นอย่างดี ผมเก่งใช่ไหมล่ะความว่างเปล่าที่รัก แต่ความเก่งอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้คนมีคุณค่าได้หรอกนะ
          ความว่างเปล่าครับ สำหรับคุณแล้ว คุณคิดว่าคนเรามองเห็นคุณค่าของคนรอบข้างอย่างไร สำหรับตัวผมเอง ผมคิดว่าคนเราต่างมีคุณค่าในตัวเองทุกคนขึ้นอยู่กับการตีความ และการเชื่อมั่นยอมรับ เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมเพิ่งจะได้รับคำชมเชยในงานเขียนและวิธีการมองโลกของผมจากรุ่นพี่คนหนึ่งที่ผมเคารพ รุ่นพี่คนนี้ศรัทธาในตัวของผมมาตลอดไม่ว่าผมจะเลือกเดินทางไปในทิศทางไหน แน่นอนว่าเขาก็ตั้งความหวังกับผมอยู่ไม่น้อย แต่ผมก็ไม่ได้เลือกที่จะเดินไปในหนทางที่จะทำให้ตัวเองต่ำต้อยลงเสียหน่อย เพราะจุดมุ่งหมายของผมคืออนาคตที่สดใสทั้งความเป็นอยู่และความสุขเช่นเดียวกับที่คนทั้งโลกต้องการ
          แต่ก็มีหลายๆ คนที่กลับไม่เชื่อมั่นในคุณค่าของผมและมองว่าสิ่งที่ผมเป็นเป็นเรื่องตลกที่ไม่มีคนบนโลกนี้ขำ ความลึกในการมองโลกของผมกลับกลายเป็นความจริงจังอันแสนน่าเบื่อ การมีจุดประสงค์ของชีวิตกลับขัดหูขัดตากลายเป็นอุดมคติที่ดึงชีวิตผมให้ห่างออกจากสิ่งที่คนทั่วไปเขาทำกัน ทั้งๆ ที่ผมก็อยากกินข้าวในร้านอาหารหรูหรา อยากซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ตัดเย็บประณีตกว่าเสื้อผ้าราคาถูก อยากดื่มเหล้าราคาแพงและเล่นสนุกไปตามที่หัวใจเรียกร้องต้องการเช่นเดียวกับคนทั่วไป เพียงแต่ผมมีวิธีคิด - ที่จะตื่นเพื่ออะไร หลับเพื่ออะไร ตื่นเพื่อใคร และหลับเพื่อใคร - เป็นของผมเองก็เท่านั้น ผมไม่อยากให้ใครคาดหวังว่าผมควรจะเป็นให้เหมือนคนอื่น แต่ผมอยากให้เขาเหล่านั้นมีความหวังว่าผมจะต้องเป็นอย่างเช่นคนอื่นเขาเป็น คือมีความสุขทั้งร่างกายและหัวใจ...
          โชคไม่ดีเท่าไรเลยความว่างเปล่าที่รัก คนหนึ่งที่คิดเช่นนี้กลับเป็นคนที่ผมรักสุดหัวใจ และในวันนี้เธอก็เดินจากผมไปเสียแล้ว ผมคงไม่ต้องพิสูจน์อีกต่อไปว่าผมรักและพยายามทำทุกอย่างให้มันดีขึ้นมากแค่ไหน ผมมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งเหล่านั้น มีความสุขที่ได้เดินเคียงข้างคอยดูแลกันและกัน มีความสุขที่ได้โอบกอดสัมผัสไออุ่น และมีความสุขที่ได้รู้ว่ามีผู้หญิงคนนี้อยู่บนโลกจริงๆ ผมคงจะโชคดีกว่านี้ถ้าเขารู้ว่าเธอรักผม คงจะโชคดีถ้าเธอเชื่อมั่นและยอมรับในสิ่งที่ผมเป็นเพราะผมจะเป็นยอดผู้นำของเธอได้ก็ต่อเมื่อเธอเชื่อในสิ่งที่ผมกำลังนำ คงจะโชคดีถ้าเธออยากจะฝ่าฝันทุกอุปสรรคและร่วมทางไปกับผมจนวันสุดท้ายของชีวิต คงจะโชคดีถ้าเธอปล่อยวางข้อผิดพลาดกวนใจที่ผมมี นี่เรายังไม่ได้ผ่านช่วงที่ยากที่สุดของความรักไปเสียด้วยซ้ำ

          สวัสดีจะที่รัก เธอยังคงอยู่ใกล้ๆ ใช่ไหม? นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วฉันอาจไม่ต้องนั่งมองท้องฟ้ายามเย็นแล้วรู้สึกเปลี่ยวเหงาเช่นในวันนี้ เพราะเธอยังคงอยู่ข้างๆ นั่งมองดูฉันที่กำลังเหม่อลอยดูปุยเมฆสีขาวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น เธอกำลังโอบกอดร่างกายของฉันให้รู้สึกอบอุ่นและมีคุณค่า ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอที่พัดผ่านต้นคอทำให้ฉันรู้ว่าเธอยังคงเอนหัวลงมาซบที่หลังและยังคงต้องการฉันอยู่เสมอ แม้ในวันนี้เธอจะทำให้ฉันรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วเธอก็เป็นเพียงความว่างเปล่าที่ฉันไม่สามารถสัมผัสผิวกาย กล่าวคำว่ารัก และจับมือเดินเคียงข้างกันตลอดไปอย่างที่เราสองคนเคยต้องการได้ก็ตาม...


ยังคงยินดีที่ได้รู้จักเสมอ
ปอ
ป.ล. ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม ขอให้คุณได้พบกับเขาเสียที คนที่คุณรักเขามากพอกับที่เขารักคุณ ผมอยากให้คุณเข้าใจและรู้ด้วยตัวเองว่าผมไม่ได้คาดหวังมากเกินไป “ว่าความรักที่ทำให้ผมอมยิ้มและร้องไห้อยู่ทุกวันนี้... มันมีอยู่จริง”

21 January 2008

-: ความง่วงของคนอื่น :-

-: ความง่วงของคนอื่น :-


ก่อนช่วง ดวงอาทิตย์ จะนิทรา
เส้นขอบฟ้า พาดสาย กับปลายเสา
ลดช่วง ร่วงเลื่อน เคลื่อนหนักเบา
กระตุกเอา เสาล้มทับ กับราตรี
ราตรีแตก กระจายตัว ทั่วท้องฟ้า
เป็นดารา พราววับ สลับสี
สลับเส้น เต้นเตร่ บนเวที
ม่านเคลื่อนคลี่ คลายลาก เปิดฉากคืน
.....

อีกไม่กี่ช่วงเดิน อีกไม่เกินช่วงตื่น
จะล้มทับรับรื่น กับเนื้อนุ่มเนินหมอน
ช่างเหนื่อยเหน็ดเข็ดหน่าย จะแกล้งตายทำนอน
ไม่สนเย็นสนร้อน ไม่อยากรู้ดินฟ้า
มากคำถามตามติด ธุรกิจธุรกา
แม่พ่อลุงหลานป้า ใครจะด่ารดหัวใคร
จะไม่ยุ่งการเมือง เรื่องของเด็กตัวใหญ่
จะเกลียดไทยจะรักไทย ท้องไม่เห็นหายร้อง
คนรักจะเลิกรัก ไม่สมัครร่วมห้อง
จะไม่หวังปรองดอง ขอเพียงเตียงยังฟู
ใกล้จะถึงบ้านใกล้ แม้หัวใจหดหู่
ใกล้จะถึงเตียงกู จะล้มทับดับตาย
ชาติจะเผด็จการ กลุ่มทหารเฉิดฉาย
ประชาธิปไตยล้มตาย แต่อย่าเลอะหมอนกู
อีกไม่เกินช่วงเดิน ไม่นานเกินเนิ่นรู้
ทีวีอาจยังเปิดอยู่ แต่กูหลับไปแล้ว


11 January 2008

-: Coffee & Tea, Me & You :-

-: Coffee & Tea, Me & You :-

“เธอผละมือไปยกถ้วยชาขึ้นจิบ ในขณะที่ผมก็กำลังจิบกาแฟ ผมชอบชั่วขณะแบบนี้แม้ว่าเวลาจะไม่เคยหยุดนิ่งให้มองได้นานเท่าที่เราต้องการ”


5 โมงเย็นของวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2550 วันเสาร์ซึ่งไร้ซึ่งสัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดสัญลักษณ์ของโลก (เคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทำไมสุดสัปดาห์ไม่เป็นวันจันทร์-อังคาร อังคาร-พุธ พุธ-พฤหัสบดี หรือพฤหัสบดี-ศุกร์) วันหยุดที่คนจะได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายออกไปนอกแห่งกรอบวิถีเงินเดือน หยุดเพื่อขยับไปตามความต้องการของตนเองจริงๆ

ผมนั่งห้อยขาอยู่หน้าร้าน ‘เล่า’ บนถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่อยู่กับผู้หญิงคนรักข้างกาย ถนนเส้นนี้ถือว่าเป็นถนนเส้นสนุกเส้นหนึ่งที่ไม่เคยหลับใหลแม้เวลาจะผ่านไปสักสามสิบชาติเศษแล้ว เวลาในขณะนี้มืดครึ้ม และใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกที แต่การตื่นขยับจากหลับใหลของถนนเส้นนี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากถนนโลกีย์หลายสายในมหานคร และในประเทศไทย เพียงเพราะถนนเส้นนี้ตื่นขยับด้วยแรงเขย่าของศิลปะ และจากไอสดชื่นของกลิ่นความสุข มิใช่ตื่นจากการเขย่าของขวดเหล้าและเต้านม

ผู้หญิงข้างกายนั่งเอนพิงและอ่าน ‘มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ’ หนังสือของนักเขียนนามอุโฆษ ‘โรอัลด์ ดาห์ล’ ในขณะนั่งจิบชา English Breakfast อันมีกลิ่นหอมละมุนและรสอุ่นละไม ดาห์ลวางแผนเขียนหนังสือเล่มนี้ยาวนานถึง 20 ปี เพื่อจะบอกเล่าถึงเด็กหญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งที่พูดจาเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่อายุเพียงขวบครึ่ง และสอนให้ตัวเองอ่านหนังสือมาตั้งแต่สี่ขวบเนื่องจากไม่เคยมีใครสนับสนุนให้เธออ่านหนังสืออย่างจริงจังเลย ผมชายตาไปมองเห็นบางข้อความในหนังสือแล้วทำให้อดชายตาไปมองบางหน้ากระดาษของหนังสือที่จั่วหัวตัวใหญ่ว่า ‘ประเทศไทย’ ไม่ได้

“พ่อคะพ่อซื้อหนังสือให้หนูซักเล่มได้ไหมคะ” เธอพูด
“หนังสืออะไรกันละ—อยากได้หนังสือบ้าๆ ไปทำไม” พ่อย้อนถาม
“เอาไว้อ่านสิคะพ่อ”
“ให้ตายเถอะ! ดูทีวีมันเสียหายตรงไหน เรามีทีวีจอกว้าง ขนาดสิบสองนิ้วอย่างดี ยังจะขอหนังสืออีก แกมันถูกตามใจมากไปหน่อยแล้วนังหนู!”


ผมสะดุ้งเสีย 2 ครั้ง เมื่อรู้สึกว่าบทสนทนาแบบนี้อาจจะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทยปัจจุบัน แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นทีวีจอกว้างสัก 52 นิ้ว และไม่แน่อีกไม่นาน บทสนทนาเหล่านี้อาจจะยังคงซ้ำเดิม มีเพียงแต่จอทีวีเท่านั้นที่กว้างใหญ่ไพศาลขึ้น...

โรอัลด์ ดาห์ล มีเชื้อสายนอร์เวย์ เกิดที่แคว้นเวลล์ ในเครือจักรภพอังกฤษ หลังจากเรียนจบมัธยมปลายเมื่ออายุ 18 ปี ดาห์ลก็เข้าสมัครทำงานกับบริษัทเซลล์ในแอฟริกา จนเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองดาห์ลได้สมัครเป็นทหารของกองทัพอากาศอังกฤษ สงครามในครั้งนี้เองที่เกือบพรากเมทิลดาไปจากมนุษยชาติ เพราะดาห์ลประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกและได้รับบาดเจ็บสาหัส ครั้นสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ดาห์ลก็เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอากาศอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา และจึงได้เริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกจากการชักนำของนักเขียนชื่อดังคือ ซี เอส. ฟอร์เรสเตอร์ เพียงเรื่องแรกก็ได้รับการตอบรับจากนักอ่านอย่างดียิ่ง

เมื่ออายุมากขึ้นโรอัลด์ ดาห์ล จึงเริ่มหันมาเขียนวรรณกรรมเยาวชน ปรากฏว่างานเหล่านั้นกลายเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านวัยเยาว์ทั้งหลาย จนอาจกล่าวได้ว่า ‘ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางทุกประเทศทั่วโลก และประเทศที่มีการแปลหนังสือจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาของตน แทบจะไม่มีชาติใดในจำนวนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักชื่อของ โรอัลด์ ดาห์ล’

ผมปิดหนังสือของผมที่อ่านค้างอยู่ในมือลงเมื่อกาแฟคาปูชิโน่ร้อนถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้า หนังสือรวมเรื่องสั้นของฮารูกิ มุราคามิ ที่ผมอ่านอยู่อาจจะไม่สดใสคู่ควรกับบรรยากาศอ่อนโยนและลมที่กำลังพัดเย็นสบายในยามนี้ ผู้หญิงข้างกายหันมาส่งรอยยิ้มหวานๆ ให้ แตะมือสัมผัสอ่อนนุ่มที่ข้างแก้ว ก่อนจะเปรยขึ้นว่าลมหนาวทำให้กาแฟร้อนจัดในถ้วยอุ่นพอดีให้ดื่มได้เลยทีเดียว เราส่งยิ้มให้กันและกัน แม้ค่ำคืนจะส่งแสงมืดทำลายความคมชัดของรอยยิ้มนั้นลงไปบ้าง

ผมและเธอสูดอากาศสดชื่นของถนนสายศิลปะเข้าเต็มปอดอีกครั้ง เธออ่านเมทิลดาที่เหลือค้างเล่มในขณะที่ผมระบายลมหายใจอีกห้วงทิ้งไปกับสายลมหนาว แล้วเริ่มต้นอ่านบรรยากาศดีๆ เก็บไว้ในความทรงจำ เธอผละมือไปยกถ้วยชาขึ้นจิบ ในขณะที่ผมก็กำลังจิบกาแฟ ผมชอบชั่วขณะแบบนี้แม้ว่าเวลาจะไม่เคยหยุดนิ่งให้มองได้นานเท่าที่เราต้องการ แต่แค่มีคนที่รักและเข้าใจนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ เท่านี้ก็ทำให้หัวใจอุ่นได้แล้ว บางครั้งความอบอุ่นก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับฤดูกาลสักเท่าไร ผมคิดว่าเมทิลดาเองก็คงคิดเช่นเดียวกัน

4 January 2008

-: น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ :-

-: น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ :-



ข้าพระพุทธเจ้า นายณ พงศ์ วรัญญานนท์ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


13 December 2007

-: นิทานก่อนตื่น :-

-: นิทานก่อนตื่น :-


ภาพโดย ธวัชชัย พัฒนาภรณ์
จากนิทรรศการภาพถ่าย "ที่เกิดเหตุ" บันทึก 1 ปีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


เพียงชั่วครู่...
ลมก็ซัด พัดพรู อยู่ใกล้ใกล้
ละอองดิน บินสะบัด เศษซัดไป
ควันขาวไล้ โลมร่างเล่น ไอเหม็นปลิว

กลิ่นคาวเกลื่อน เคลื่อนกลับ รับอีกกลิ่น
ฉุนผงดิน ปืนคละ ดินประสิว
สางสาปเลือด ที่หลั่งหล่น ล้นเขตทิว
แผลเผยผิว เลอะร่าง เป็นทางยาว

ระเบิดคลั่ง ดังโครม โถมกระแทก
กระเทือนแยก แสงจ้า จนฟ้าขาว
ฟ้าคลายลับ กลับคืน เป็นผืนดาว
ผืนดินร้าว กระทุ้งเคลื่อน กระเทือนโครม

เสียงเพลงหวีด กรีดเสียง เพราะเพียงเปิด
แต่ระเบิด แผดลั่น สนั่นโถม
ไร้สักจุด ให้หยุดครุ อนุโลม
คำรามโหม หูพร่า นัยน์ตามัว

ชายหนุ่มเลื่อน เคลื่อนกลับ ขยับใกล้
แล้วโอบไหล่ เด็กน้อย จากห้อยหัว
เด็กเอื้อนคราง โอดคลั่ง ทั้งเจ็บกลัว
หันมอง สองเมียผัว ไม่หายใจ

..................


เด็กน้อย ร้องถาม ตามหา
ท่อนขา ของหนู อยู่ที่ไหน
เห็นมันวิ่ง ผ่านตา มาไวไว
เจอก็จึง จับใส่ ไว้ที่เดิม

แล้วร้องเล่น เต้นก๋า เข้าหากลุ่ม
เพื่อนก็รุม ล้อมใกล้ เข้าไปเพิ่ม
ตรงดิ่ง วิ่งรี่ กลับที่เดิม
แล้วจึงเริ่ม เกมต่อ ไม่รอช้า

ไม่ซ่อนแอบ เจ้าแสบอ้อน เลิกซ่อนแอบ
กร่างผลักแสบ แล้วแนบชิด ลงปิดหน้า
ใครหลบ นับครบแล้ว นะแก้วตา
ออกตามหา โป้งเจ้าแสบ แอบไม่ทัน

เจ้าแสบท้อ ต่อเสียง เถียงสหาย
แอบให้ตาย ไม่หายหัว หรอกตัวฉัน
"ขากูด้วน อ้วนช้า อย่าแกล้งกัน"
ตบหน้าหัน ไอ้กร่างเคือง "เรื่องของมึง!"

เด็กน้อย กุมหน้า น้ำตาไหล
ตัวอ่อน ถอนใจ คิดไม่ถึง
จับคอเสื้อ ไอ้กร่างลาก กระชากดึง
กร่างจิกทึ้ง เตะขากุด จนหลุดแรง

พื้นที่ เก็บเก่า เงาความฝัน
สลายลบ จบพลัน ไม่ทันแย่ง
สูญสิ้น ดินยืน แม้ผืนแปลง
เหี่ยวแห้ง แล้งลด อดชื่นชม

พื้นที่ เล็กเล็ก ของเด็กชาย
ที่เคยร่วม เคียงกาย ได้ผสม
ความฝัน ความสุข ทุกข์ระทม
กลายเป็นล้ม ระกำ ระช้ำใจ

..................


ชายหนุ่ม ร้องถาม ตามหา
ท่อนขา ของผม ล้มอยู่ไหน
เพียงชั่วคราว ที่ทิ้งวาง แล้วห่างไป
เจอก็จับ กระชับใส่ ไว้ที่เดิม

ประคองกาย ป้ายคล้องตน ทุพลภาพ
น้ำตาอาบ ชีวิตตน ไร้คนเสริม
ทนท้อแท้ แย่ช้ำ คนซ้ำเติม
หมดทางเริ่ม ไร้ทางสู้ ผู้พิการ

ตั้งกายตรง ลงจรด กดไม้เท้า
ชันหัวเข่า แขนประคอง ทั้งสองด้าน
สองขาเทียม เตรียมก้าว อย่างร้าวราน
สบถกร้าน "กูต้องช้ำ" น้ำมือใคร?

แรงสะเทือน เลื่อนสั่น ยังลั่นก้อง
ชายหนุ่มร้อง ภาพเคยพบ ลบไม่ได้
พ่อแม่ทาง ร่างหงาย ไม่หายใจ
เด็กน้อยทาง ขากางไขว้ เลือดไหลริน

เคยสดชื่น รื่นสำราญ บ้านอบอุ่น
ชั่วควันกรุ่น ฝุ่นกระจาย ฝันหายสิ้น
เคยใช้เท้า ก้าวเย็น เล่นไอดิน
กลับเป็นชิ้น ไม้เท้า พาก้าวเดิน

..................


เสียงโครมคลั่ง ดังเกิด ระเบิดคลั่ง
พาพัดพัง ทุกช่วงนิ้ว แม้ผิวเผิน
แรงกระเทือน กระแทกรุม ทุกหลุมเนิน
จนแตกดับ ยับเยิน เกินเยียวยา

เด็กน้อย ยังร้องถาม ยังตามตื้อ
หารือ ทวงถาม ยังตามหา
เห็นมันฝืน ขืนชิ่ง วิ่งผ่านมา
ท่อนขา ของหนู อยู่ที่ใคร

เพียงชั่วครู่...
เสียงก็ตึง อึ้งหู อยู่ใกล้ใกล้
ละอองหิน บินพัด สะบัดไป
บาดหัวไหล่ บาดแขน บาดลำตัว

เสียงหวิวหวีด กรีดดัง กังวานก้อง
กังวานร้อง บ้าคลั่ง ดังขึ้นทั่ว
ผู้คนหวาด ขยาดหวั่น และพรั่นกลัว
ฟ้ามืดมัว ฝุ่นคลุ้ง ฟุ้งกระจาย

เด็กน้อย ร้องถาม เพื่อตามหา
ท่อนแขนขวา ก็ไม่อยู่ หนูทำหาย
หลังเสียงตูม ไหลลื่น กลืนร่างกาย
เอาแขนซ้าย จิกพื้นเลื่อน เพื่อเคลื่อนตัว...
..................


29 November 2007

-: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังวันอื่น :-

-: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังวันอื่น :-

Sainte-Adresse, View Across the Estuary,
1865–70, by Claude Monet.
“ความจริง ความใช่ มักถูกประเมินจากสายตาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่รู้จริง ในสิ่งนั้นๆ แต่ในทางกลับกันความปลอม ความไม่จริงก็ใช่ว่าจะเป็นผู้พ่ายแพ้อยู่ฝ่ายเดียว”


“ไม่จริงหรอก” ณรวิตรเถียงยาย
“หรือว่าณอไม่รู้สึก?” ยายถาม
“โลกของเราเนี่ยนะยาย ไม่ได้เป็นทรงกลม?...
เช้าวันที่ 1 เมษายน 2550 โทรทัศน์ที่ณรวิตรนั่งดูอยู่ประโคมถึงข่าวการย่างเท้าเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัวทั้งรูปธรรม และนามธรรม รวมไปถึงเรื่องราวสะเทือนโลกของผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิปดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา อัลเบิร์ต อัลกอ (Albert Arnold "Al" Gore, Jr.) กล่าวเอาไว้ในภาพยนตร์สารคดีที่ทำให้คนทั้งโลกต้องหันมาให้ความสนใจอย่าง An Inconvenient Truth ว่าในขณะนี้โลกของเรากำลังร้อนขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ จนทำให้จากนี้ไปอีกประมาณ 50 ปี โลกของเราคงต้องถึงกาลวิบัติเป็นแน่ หาก! มนุษย์โลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนร่วมประเทศของอัลกอ) ยังบริโภคอย่างนิยม และชมชอบที่จะฉีกยิ้มแลบลิ้นใส่สภาพแวดล้อมอย่างไม่ใยดี ณรวิตรกวาดสายตามองไปรอบตัว และส่ายหน้า “ไม่จริงหรอก” ณรวิตรเถียงอัลกอ...

ลมร้อนอีกระลอกพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ครั้งแล้ว... ครั้งเล่า... เขาลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าเหวี่ยงทิ้งไปยังทิศที่พัดลมตั้งอยู่ ปล่อยตัวเองให้เปล่าเปลือยอยู่กับผ้าขนหนูผืนใหญ่ในห้องน้ำ รูขุมขนทุกรูขยายตัวปล่อยเอาความร้อนภายในระบายออกมาเต้นระบำกับความร้อนกว่าภายนอก ก่อนที่จะเปิดสายน้ำเย็นพุ่งเข้าสู่ใบหน้า...
“วันนี้สดชื่นดีนะ!” ยายทักทาย เนื้อตัวของณรวิตรยังหมาดไปด้วยหยดน้ำ
“ร้อนไปนิดนึงยาย” เขาส่งยิ้มแล้วเดินเข้าไปโอบกอดจากด้านหลัง ก้มลงเอาหัวเปียกๆ ยีกับเสื้อคอกระเช้า
ตัวบางที่ยายสวมอยู่
“อย่าเล่นสิลูก” ยายปล่อยหัวเราะ
“ทำอะไรอยู่หรือครับ?”
“ถั่วเขียวต้มน้ำตาลของโปรดของณอไงล่ะจ๊ะ ยืนตรงนั้นช่วยหยิบกระปุกน้ำตาลส่งให้ยายหน่อยเร็ว...”
เช้านี้ยายเริ่มต้นวันให้ณรวิตรอย่างแปลกหูด้วยการเปรยขึ้นว่าโลกใบที่ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอยู่ใม่ใช่ทรงกลมอย่างที่เขาเห็นในภาพข่าวจากโทรทัศน์ ณรวิตรปล่อยขำเสียยกใหญ่ และเผลอนึกไปว่าความจริง ความใช่ มักถูกประเมินจากสายตาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่รู้จริง ในสิ่งนั้นๆ แต่ในทางกลับกันความปลอม ความไม่จริงก็ใช่ว่าจะเป็นผู้พ่ายแพ้อยู่ฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับประชาธิปไตย ฝ่ายตรงข้ามย่อมมีหน้าที่ระแวดระวัง ตั้งคำถาม และถ่วงดุลอำนาจให้ความจริงเหล่านั้นจริงอยู่เสมอ ใช่อยู่เสมอ และถูกต้องอยู่เสมอ
Mark Jones ผู้ช่วยภัณฑารักษ์แผนกเหรียญกษาปณ์ และเหรียญตราของ British Museum เคยกล่าวเอาไว้ในบทความชื่อ Fake? The Art of Deception ผ่านสำนวนแปลของ จักรพันธ์ วิลาสินีกุลไว้ว่า "ของปลอมสามารถสอนเราได้ในหลายสิ่งหลายอย่าง และบางทีสิ่งที่เด่นชัดที่สุดก็คือความผิดพลาดของผู้เชี่ยวชาญที่อาจเกิดขึ้นได้"
จนนึกขึ้นได้ว่าไม่น่าแปลก! หากวันนี้ยายอาจจะบอกเขาอีกว่าเกิดรัฐประหารซ้อนรัฐประหารซ้อนรัฐประหาร, อเมริกาค้นพบดาวดวงใหม่ที่คนสามารถอาศัยอยู่ได้ หรือจะจริงหรือไม่ที่เขาได้ยินว่าโลกกำลังร้อนขึ้นทุกๆ ปีอย่างน่ากลัวจากปากของชายที่ชื่ออัลกอ ราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ในชั้นบรรยากาศ เพราะชั้นบรรยากาศของโลกหนาขึ้นด้วยมลพิษที่คอยกีดกันไม่ให้โลกโยนเศษไม้ติดไฟเหล่านั้นทิ้งไปได้บ้างเลย ก็เพราะวันนี้เป็นวัน April Fool’s Day
ยายเคยเล่าว่าประมาณปี ค.ศ. 1564 กษัตริย์ชาร์ลที่ 9 แห่งฝรั่งเศสทรงประกาศเปลี่ยนวันเฉลิมฉลองการล่วงเข้าสู่ปีใหม่จากช่วงวันที่ 25 มีนาคม และส่งการ์ดให้กันในวันที่ 1 เมษายน (New Year's Week) มาเป็นวันที่ 1 มกราคม และด้วยข้อจำกัดของการติดต่อสื่อสารในสมัยนั้นจึงทำให้หลายต่อหลายคนยังคงไม่รู้ (Fool) และเฉลิมฉลองกันในวันที่ 1 เมษายนอยู่ ทำให้เรื่องที่ยายพูดวันนี้จึงฟังดูตลก
“ไม่จริงหรอก” ณรวิตรเถียงยาย
“หรือว่าณอไม่รู้สึก?” ยายถาม
“โลกของเราเนี่ยนะยาย ไม่ได้เป็นทรงกลม?...

เวลาครึ่งชั่วโมงล่วงผ่านน้ำในหม้อเริ่มเดือดและข้น ถั่วเขียวเริ่มพองสุกแล้ว ยายยังสาละวนอยู่กับการเคี่ยวส่วนผสมในหม้อให้เข้ากัน ไอความร้อนจากเตาแก็ส จากดวงอาทิตย์ และจากอัลเบิร์ต อัลกอช่วยกันวิ่งปะทะร่างกายของยายอย่างแข็งขัน ทำเอาเหงื่อของยายเปียกโชกไปทั้งตัว โลกของเราร้อนขึ้นมากจริงๆ! ณรวิตรวิ่งไปหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นบิดหมาด แล้วเดินปรี่เข้ามาในครัว
“วันนี้ร้อนจังนะครับ” เขาพูดขณะที่สัมผัสผืนผ้าขนหนูลงเช็ดบนใบหน้าของยาย
“อากาศดีออกต่างหากล่ะจ๊ะ” รอยยิ้มที่เปรอะบนใบหน้ายายไม่ได้ถูกเช็ดออกไปด้วย... แม้ช่วงนี้จะบ่นว่าปวด
หลังอยู่บ่อยๆ แต่ก็มีความสุขกับขนมที่ตั้งใจทำเพื่อหลานรักอย่างสุดฝีมือ
“ไปเอาถ้วยมาสองใบไป ยายจะตักขนมให้” ณรวิตรเลียปากเมื่อรู้ว่าจะได้กินของโปรด ยายใช้ช้อนคนในหม้ออีกสอง-สามครั้งแล้วยกชิมน้ำที่ค้างช้อนอยู่ ในขณะที่ณรวิตรเดินกลับมาพร้อมถ้วยสองใบ เขาแกล้งกระโดดเข้างับปลายช้อนในมือยาย ยายหลานหน้าแหย๋ มองหน้ากันแล้วปล่อยเสียงหัวเราะลั่นบ้าน
“ผมหยิบกระปุกเกลือให้ยายหรือนี่!” เขาอุทาน และเผลอนึกถึงคำพูดของ Mark Jones อีกครั้ง
“ณอแกล้งหลอกยายเล่นวัน April Fool’s Day เหรอ?” ยายกล่าวหยอกเสียงหัวเราะ
“วันนี้ยายก็หลอกผมเหมือนกันว่าโลกของเราไม่ได้เป็นทรงกลม” ณรวิตรแกล้งตัดพ้อ แล้วโอบรอบลงเอวคุณยาย
“ยายไม่ได้โกหกหรอกจ่ะ! โลกของเราไม่ได้กลมเพียงเพราะยายมองดูมันในขณะที่ยายยืนอยู่บนพื้นโลก... ข้างๆ หลานนี่ไงลูก... หรือว่าณอไม่รู้สึก!” ยายถาม ณรวิตรช่วยเทหม้อถั่วเขียวทิ้งลงอ่างล้างจาน ในขณะที่คุณยายเดินยิ้มไปทางหลังบ้านแล้วยกมือขึ้นปาดเหงื่อ หรือน้ำตาเม็ดเล็กๆ?

12 June 2007

-:รายละเอียด:-

รายละเอียด

“รวมถึงไปถึงปัญหาใกล้ตัวเช่นละเลยที่จะข้ามถนนตรงทางม้าลาย? เผลอทิ้งขยะเรี่ยราด? หรือไม่กล้าหอมแก้มพ่อและแม่สักครั้ง?”

ยามเช้ามาถึงแล้ว แม้ในช่วงนี้จะระอุไปด้วยไอความร้อนมากกว่าปรกติอยู่บ้าง ขณะที่ผมพาตัวเองมาเดินเตร็ดแตร่อยู่ในสวนสาธารณะกลางเมืองเพื่อรับการปลอบประโลมจากความเขียวขจีของแมกไม้ ผมได้ยินเสียงของคนอื่นแว่วเข้าหูมาว่า “ความรู้สึกต่อสิ่งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมักมีในผู้หญิง มากกว่าในผู้ชาย” ผมเกือบจะตะโกนเถียงกลับออกไปว่า ไม่จริงหรอกผู้ชายที่ละเอียดอ่อนยังมีอยู่ถมไปบนโลกใบนี้ น่าเสียดายที่ผู้พูดกลับเดินห่าง และห่างออกไปทุกที

ผู้พูดเป็นผู้หญิงอายุราวๆ 18 ปี หรือ 20 ปี ไม่รู้สิอาจจะไม่ถึง หรืออาจจะเกิน ผมอาจจะเป็นผู้ชาย และไม่ละเอียดอ่อนอย่างที่เธอพูดจริงๆ แค่ประมาณอายุของเธอยังไม่ได้เลย เธอเดินมากับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ท่าทางกำลังออกรสออกชาติในการถกเถียงกันถึงประเด็นความละเอียดอ่อนของจิตใจ

ผมเริ่มหาที่นั่งเพื่อพักเหงื่อที่เริ่มชุ่มหลังแล้วลองทบทวนไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้ยิน ผม และผู้ชายหลายๆ คนอาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผู้ชายที่กำลังเถียงอยู่กับเธอคนนั้นอาจจะไม่มีวันเถียงชนะ เพราะมันอาจเป็นความจริงที่ว่าผู้หญิงอาจละเอียดอ่อนกว่าผู้ชาย

หลายครั้งที่เรากลายเป็นผู้สร้างปัญหาระดับโลกเช่น ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการขาดความรับผิดชอบโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ? อาจแอบเผลอปล่อยสารเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ? หรืออาจเป็นผู้ร่วมทำร้ายระบบนิเวศ ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม? รวมถึงไปถึงปัญหาใกล้ตัวเช่นละเลยที่จะข้ามถนนตรงทางม้าลาย? เผลอทิ้งขยะเรี่ยราด? หรือไม่กล้าหอมแก้มพ่อและแม่สักครั้ง?
จะสังเกตหรือไม่ก็ตาม คำตอบของปัญหาเหล่านั้นหลายคนเป็นผู้หญิง และหลายคนเป็นผู้ชาย...

เสียงของคนคู่นั้นดังขึ้นทำลายความเงียบ ถัดจากผมไปเพียงเก้าอี้สาธารณะ 2 ตัว หรือ 3 ตัว ไม่รู้สิอาจจะไม่ถึง หรืออาจจะเกิน... พวกเขายังไม่ได้ไปไหน ยังคงนั่งเถียงกันอยู่ข้างๆ ผม เสียง และรสชาติของการคุยกันของคนสองคนดูเข้มข้นยิ่งขึ้น

บางครั้งการตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ รอบกายอาจไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับโลกใบนี้มากนัก อาจไม่ได้ทำให้ผม และใครๆ หลายคนรู้ถึงคำตอบของคำถาม แต่คงเป็นเพราะเขาทั้งคู่กำลังใส่ใจในรายละเอียดถึงจิตใจของฝ่ายตรงข้าม เลยใช้ความเป็นตัวเองสร้างบรรทัดฐานขึ้นมา เพื่อที่จะวัดอีกฝ่ายหนึ่ง และเพียงไม่นานสงคราม การก่อการร้าย และปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่มนุษย์ทุกคนอาจพยายามที่จะทำความดี และวัดผลการกระทำนั้นกับคนอื่นที่แตกต่างกันทางความคิดสิ้นเชิง

ฝนหลงฤดูเริ่มลงเม็ดโปรยตามกันลงมาเรื่อยๆ ชะเอาไอความร้อนละลายไหลติดไปด้วย เสียงฝนหล่นลงกระทบพื้น ดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงของคนคู่นั้นที่เงียบหายไป ยังไม่ทันจะได้รู้ว่าคู่รักทั้งสองนั้นลงเอยประเด็นคำถามนี้กันได้หรือไม่? อย่างไร? ผู้ชายอาจจะละเอียดอ่อนมากกว่า หรือผู้หญิงอาจจะละเอียดอ่อนมากกว่า ไม่รู้สิอาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ ผมอาจจะเป็นผู้ชาย และไม่ละเอียดอ่อนอย่างที่เธอพูดจริงๆ ...

ผู้ชายยกกระเป๋าขึ้นเพื่อบังฝนให้ผู้หญิง ผู้หญิงเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองส่งให้ผู้ชาย แล้วก็พากันวิ่งจูงมือไกลออกไป...